พระสัทธรรมกำลังเลือนหายไป

🌷 พระสัทธรรมกำลังเลือนหายไป

เรื่องพระสัทธรรมปฏิรูปนั้นมีมานานแล้ว ปัจจุบันปรากฏชัดเจนมากยิ่งขึ้น เพราะเหตุจากความเชื่อ ความศรัทธา ที่เชื่อศรัทธาตามๆ กันมา โดยขาดหลักเหตุผล ไม่มีการนำมาตรวจสอบ สอบสวน เทียบเคียงกับพระพุทธพจน์ ที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ดีแล้ว

มีการปรารภเรื่องพระสัทธรรมที่จะเลือนหายไปนี้ ไว้ล่วงหน้า แต่ครั้งพุทธกาล ที่พระมหากัสสปได้ทูลถามพระพุทธองค์ และมีพระพุทธวจนะทำนายไว้ ดังนี้

“ดูกรกัสสป เหตุฝ่ายต่ำ ๕ ประการเหล่านี้
ย่อมเป็นไปพร้อมเพื่อความฟั่นเฟือน
เพื่อความเลือนหายแห่งพระสัทธรรม

เหตุฝ่ายต่ำ ๕ ประการเป็นไฉน คือ
ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ในธรรมวินัยนี้
ไม่เคารพยำเกรงในพระศาสดา ๑
ไม่เคารพยำเกรงในพระธรรม ๑
ไม่เคารพยำเกรงในพระสงฆ์ ๑
ไม่เคารพยำเกรงในสิกขา ๑
ไม่เคารพยำเกรงในสมาธิ ๑

เหตุฝ่ายต่ำ ๕ ประการเหล่านี้แล
ย่อมเป็นไปพร้อมเพื่อความฟั่นเฟือน
เพื่อความเลือนหายแห่งพระสัทธรรม”

เมื่อสิกขาบทได้ถูกเพิ่มเติมเสริมแต่งเข้ามาอย่างมากมายในปัจจุบัน ได้บัญญัติไปตามมติตามความรู้สึกนึกคิดขึ้นมาเอง กลับเป็นตัวทำให้พระสัทธรรมที่ถูกต้องเที่ยงตรงตามพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ ได้บิดเบือนเลือนลางหายไปทีละเล็กทีละน้อย และบุคคลผู้เข้าถึงพระสัทธรรมที่แท้จริง (อริยบุคคล) กลับมีน้อยลงเป็นอย่างมาก จนน่าใจหาย น่าเป็นห่วง ต่อพระสัทธรรมที่ถูกบิดเบือนไป

มีความพยายามของผู้สอนรุ่นใหม่ๆ ได้ประดิษฐ์ประดอยถ้อยคำที่บัญญัติขึ้นเอง ให้ฟังแล้วเป็นเรื่องสบายใจ เข้าถึงได้ง่ายๆ ทำให้ลัดสั้น ไม่ต้องลำบากลำบน ในการประพฤติปฏิบัติธรรมกรรมฐานภาวนา เพื่อให้เข้าถึงพระสัทธรรมที่แท้จริง โดยมักอ้างว่าเป็นผู้มีปัญญาอยู่ก่อน แต่ไม่มีเวลาที่จะประพฤติปฏิบัติธรรมกรรมฐานภาวนา คำสอนที่ปรากฎออกมา มักเป็นไปในแนวทางให้กำลังใจเสียมากกว่า เช่น เพียงอาศัยความพยายามก็พอ ไม่ต้องเพียรเพ่งภาวนากรรมฐานใดๆ เพราะจะดูแข็งๆ ทื่อๆ จนกลายเป็น “อัตตกิลมถานุโยค” ไป เป็นต้น

เมื่อได้มาพิจารณาตามพระพุทธวจนะ ที่พระพุทธองค์ได้ทรงทำนายไว้ เราก็จะเห็นจริงตามนั้น

๑. ไม่เคารพยำเกรงในพระศาสดา

จะเห็นได้ว่า ชาวพุทธส่วนใหญ่ในปัจจุบัน ได้ลืมเลือนคำสั่งเสียที่พระพุทธองค์ ได้ทรงวางหลักเกณฑ์ไว้ในอนาคตที่ว่า

“โย โว อานนฺท มยา ธมฺโม จ วินโย จ เทสิโต ปญฺญตฺโต
โส โว มมจฺจเยน สตฺถา
ดูก่อนอานนท์ ธรรมและวินัยใด
ที่เราได้แสดงแล้ว บัญญัติแล้ว แก่เธอทั้งหลาย
ธรรมและวินัยนั้น จักเป็นศาสดาแทนเรา
ปกครองท่านแทน เมื่อเราล่วงลับไปแล้ว”

ปัจจุบันชาวพุทธกลับไปให้ความเคารพยำเกรงต่อภาพลักษณ์ รูปภาพ รูปปั้น รูปสมมุติต่างๆ ด้วยคำว่า “ไม่เชื่ออย่าลบหลู่” ซึ่งเป็นเพียงความเชื่อ ความศรัทธา แบบตามๆ กันมา (งมงาย) ทั้งที่มีพระพุทธพจน์รับรองไว้ว่า “ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา (พระพุทธเจ้า)” ชัดเจนโดยไม่ต้องตีความใดๆ เลย

๒. ไม่เคารพยำเกรงในพระธรรม

ข้อนี้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ถ้าชาวพุทธเคารพยำเกรงในพระธรรม คำสั่งสอนของพระองค์อย่างแท้จริงแล้ว พระสัทธรรมจะไม่ปฏิรูปไปอย่างรวดเร็วขนาดนี้ ทั้งๆ ที่พระพุทธองค์ได้ทรงวางหลักเกณฑ์เพื่อป้องกันไว้อย่างรัดกุม อันมี “กาลามสูตร” ที่กล่าวถึง เรื่องราวความเชื่อต่างๆ ๑๐ ประการว่า

อย่าปลงใจเชื่อ ให้ฟังและศึกษาด้วยดี

ธรรมเหล่านี้เป็นอกุศล ธรรมเหล่านี้มีโทษ
ธรรมเหล่านี้ผู้รู้ติเตียน
ธรรมเหล่านี้ใครสมาทานให้บริบูรณ์แล้ว
เป็นไปเพื่อสิ่งไม่เป็นประโยชน์ เพื่อทุกข์
เมื่อนั้น ท่านทั้งหลายควรละธรรมเหล่านั้นเสีย ฯ

ธรรมเหล่านี้เป็นกุศล ธรรมเหล่านี้ไม่มีโทษ
ธรรมเหล่านี้ท่านผู้รู้สรรเสริญ
ธรรมเหล่านี้ใครสมาทานให้บริบูรณ์แล้ว
เป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อสุข
เมื่อนั้น ท่านทั้งหลายควรเข้าถึงธรรมเหล่านั้นอยู่ ฯ”

พระพุทธองค์ทรงเน้นให้สมาทาน (ปฏิบัติ) อย่างเต็มที่ เพื่อเป็นการพิสูจน์ทราบตามความเป็นจริง จนได้ผลออกมาว่า จิตของตนมีสติสงบตั้งมั่นไม่หวั่นไหว ไม่ซัดส่ายไปมาตามอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดที่มากระทบ การสมาทานนั้นเป็นไปเพื่อการกำหนดรู้ว่า นี่ทุกข์ นี่เหตุแห่งทุกข์ นี่ทางปฏิบัติเพื่อความดับทุกข์ นี่การดับทุกข์ แล้วค่อยเชื่อสิ่งที่ศึกษาและได้ยินได้ฟังมาก็ยังไม่สาย

๓. ไม่เคารพยำเกรงในพระสงฆ์

เมื่อกล่าวถึงพระสงฆ์แล้ว ย่อมมีข้อจำกัดเกิดขึ้นมาอย่างมากมาย โดยเฉพาะในประเทศไทย ที่ถูกพร่ำสอนให้เคารพยำเกรงในผ้ากาสาวพัสตร์ ส่วนมากมองข้ามพระธรรมคำสั่งสอน ต่อให้คนนุ่งเหลืองห่มเหลืองได้กระทำผิดหรือสอนผิดอย่างไร ถ้าไม่ใช่ถูกจับผิดในการกระทำผิดนั้นได้อย่างคาหนังคาเขา โอกาสรอดปลอดภัยมีมาก ได้แต่รอให้ ผลกรรม วิบากกรรม เครื่องเศร้าหมองที่ได้กระทำไว้ มาจัดสรรให้เอง ซึ่งก็บอกไม่ได้ว่า “เมื่อไหร่” สมมุติสงฆ์เหล่านั้น จึงยังอยู่รอดปลอดภัย ทั้งที่สอนผิดบิดเบือนความจริง จนพระสัทธรรมปฏิรูปไป

คำว่า “พระสงฆ์” นั้น คือผู้ซึ่งฟังคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า แล้วเลื่อมใส สละเรือนออกบวช เราเรียกว่า “สมมุติสงฆ์” หรือภิกษุ ต่อเมื่อนำพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ไปปฏิบัติตาม ด้วยความเพียรเพ่งพยายาม อย่างจริงจัง อย่างไม่ลดละ จนเข้าถึงธรรมแท้ เราเรียกว่า “อริยสงฆ์” หรือภิกษุอีกเช่นกัน

ในครั้งพุทธกาล ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ใหม่ๆ ขณะนั้นมีพระอริยสาวกที่พระพุทธองค์ทรงบวชให้ ๖๐ รูป รวมพระองค์เข้าไปด้วยเป็น ๖๑ รูป ทรงเน้นให้ออกไปสั่งสอนกุลบุตร กุลธิดา รูปละทิศ รูปละทาง อย่าไปซ้อนทางกัน ด้วย ศีล สมาธิ ปัญญา

“พวกเธออย่าได้ไปรวมทางเดียวกันสองรูป
จงแสดงธรรมงามในเบื้องต้น
(ศีล)
งามในท่ามกลาง (สมาธิ)
งามในที่สุด (ปัญญา)

ศีล สมาธิ ปัญญาสิกขา ๓ หรือที่เรียกว่า “อริยมรรคมีองค์ ๘” วิถีแห่งอริยมรรค คือหนทางปฏิบัติทางจิตทางเดียวที่จะกำจัดกิเลสและอุปกิเลสให้หมดสิ้นไปจากจิต เป็นหนทางพ้นทุกข์เข้าสู่วิมุตติหลุดพ้น จิตสะอาดบริสุทธิ์หมดจดจากเครื่องเศร้าหมองทั้งหลาย

“ตราบใดที่ยังมีการปฏิบัติอริยมรรคมีองค์ ๘ อยู่ (ศีล สมาธิ ปัญญา)
ตราบนั้นโลกจะไม่ว่างเว้นจากพระอรหันต์ ดังนี้”

๔. ไม่เคารพยำเกรงในสิกขา

ข้อนี้มีความสำคัญมากในปัจจุบัน เพราะองค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้อยู่ชี้ถูกชี้ผิดให้ จึงมีสิกขาบทใหม่ๆ ที่เพิ่มเติมเสริมแต่งเข้ามา ทำให้ อริยะตราตั้ง อริยะแต่งตั้ง มีมากยิ่งขึ้น แต่ผู้เข้าถึงพระสัทธรรมที่แท้จริงกลับมีน้อยลงมาก

“สิกขา” คือ ข้อที่จะต้องศึกษา ข้อที่ต้องปฏิบัติ ในทางพระพุทธศาสนา พระพุทธองค์ได้บัญญัติ สิกขา ๓ (สิกขาสูตรที่ ๑) ดังนี้

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิกขา ๓ นี้ เป็นไฉน คือ
อธิศีลสิกขาอธิจิตตสิกขาอธิปัญญาสิกขา ๑”

โดยเฉพาะอธิจิตตสิกขานั้น เป็นหลักใหญ่ เป็นหัวใจสำคัญในพระพุทธศาสนา

อธิจิตตสิกขาเป็นไฉน?

ภิกษุในธรรมวินัยนี้
สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลาย
บรรลุปฐมฌาณ มีวิตก มีวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่
เพราะวิตกและวิจารสงบไป จึงบรรลุทุติยฌาน
มีความผ่องใสแห่งใจในภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น
ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่
เพราะปีติสิ้นไป จึงมีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ
เสวยสุขด้วยนามกาย บรรลุตติยฌานที่พระอริยะทั้งหลาย
สรรเสริญว่า ผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติอยู่เป็นสุข
เพราะละสุขและทุกข์ และดับโสมนัสโทมนัสก่อน ๆ ได้
จึงบรรลุจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่
นี้เรียกว่า อธิจิตตสิกขา

๕. ไม่เคารพยำเกรงในสมาธิ

เป็นข้อสรุปสุดท้ายที่ชัดเจนว่า เมื่อไม่เคารพยำเกรงในสมาธิ แต่กลับไปยำเกรงในวิปัสสนา (รู้เห็นตามความเป็นจริง) โดยไม่เอาสมาธิ บ้างก็เอาเพียงนิดหน่อยก็พอ ทั้งที่พระพุทธพจน์ทรงตรัสไว้ชัดเจนว่า

“สมาธึ ภิกฺขเว ภาเวถ สมาหิโต ยถาภูตํ ปชานาติ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงยัง
(สัมมา) สมาธิให้เกิดขึ้นเถิด
ผู้ที่มีจิตตั้งมั่นดีแล้ว ย่อมรู้เห็นตามความเป็นจริง
(ปัญญา) ดังนี้”

บุคคลที่จะมีวิปัสสนาได้นั้น จำเป็นต้องมีจิตที่มีกำลังสติสงบตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว จึงจะรู้เห็นตามความเป็นจริงได้ ส่วนบุคคลที่มีจิตซัดส่ายหวั่นไหววุ่นวาย ไม่ตั้งมั่น จะไปเอาวิปัสสนาปัญญา – รู้เห็นตามความเป็นจริง มาจากไหนได้

เนื่องจากไม่ยำเกรงในพระศาสดา พระธรรม พระสงฆ์ และสิกขาบทนั่นเอง ข้อที่ ๕ นี้ ก็ถูกมองเมินไปด้วยเช่นกัน

แต่ในทางกลับกัน บุคคลใดที่ให้ความสำคัญในการปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนา เพราะเคารพในสิกขา เข้าถึงอธิจิตตสิกขา (สัมมาสมาธิ) ย่อมหมดความสงสัยใน พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มีวิปัสสนาปัญญา – รู้เห็นตามความเป็นจริงดังกล่าว มีพระพุทธพจน์ที่พระพุทธองค์ทรงตรัสรับรองไว้ในสิกขาสูตรที่ ๒ ดังนี้

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิกขา ๓ นี้แล ฯ
ภิกษุผู้มีความเพียร มีเรี่ยวแรง มีปัญญา เพ่งพินิจ
มีสติคุ้มครองอินทรีย์ พึงครอบงำทั่วทุกทิศ ด้วยอัปปนาสมาธิ
ประพฤติทั้งอธิศีล อธิจิต และอธิปัญญา ฯลฯ
ภิกษุเช่นนั้น บัณฑิตกล่าวว่า เป็นผู้ตรัสรู้ชอบ เป็นนักปราชญ์
เป็นผู้ถึงที่สุดของการปฏิบัติในโลก
ท่านผู้ประกอบด้วยวิมุตติอันเป็นที่สิ้นตัณหา
ย่อมมีจิตหลุดพ้นจากสังขารธรรม
เพราะวิญญาณดับสนิท เหมือนความดับของประทีป ฉะนั้น ฯ”

สรุปสุดท้าย พระพุทธพจน์ (เสขสูตรที่ ๒) ตรัสไว้ว่า

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุทำได้เพียงบางส่วน
ย่อมให้สำเร็จได้เพียงบางส่วน
ผู้ทำให้บริบูรณ์ ย่อมให้สำเร็จได้บริบูรณ์อย่างนี้แล
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวสิกขาบททั้งหลายว่า ไม่เป็นหมันเลย ฯ”

“สัทธรรมปฏิรูปเกิดขึ้นในโลกเมื่อใด
เมื่อนั้นพระสัทธรรมจึงเลือนหายไป
ทองเทียมยังไม่เกิดขึ้นในโลกตราบใด
ตราบนั้นทองคำธรรมชาติก็ยังไม่หายไป
และเมื่อทองเทียมเกิดขึ้น
ทองคำธรรมชาติจึงหายไปฉันใด
พระสัทธรรมก็ฉันนั้น
สัทธรรมปฏิรูปยังไม่เกิดขึ้นในโลกตราบใด
ตราบนั้นพระสัทธรรมก็ยังไม่เลือนหายไป”
(สัทธรรมปฏิรูปกสูตร)

เจริญในธรรมทุกๆ ท่าน
พระภัทรสิทธิ์ อภินันโท
https://www.facebook.com/DhammaBhut

Tagged with: , , , , , ,
Posted in ธรรมะ
เนื้อหาแนะนำ
🌷 การรู้จักจิตผิดๆ ทำให้การศึกษาพระพุทธศาสนาผิดตลอดแนว
🌷 จิตไม่ใช่วิญญาณ (1)
🌷 จิตไม่ใช่วิญญาณ (2)
🌷 จิตไม่ใช่วิญญาณ (3)
🌷 จิตไม่ใช่วิญญาณ (4)
🌷 จิตนั้นไม่ใช่วิญญาณ (ขันธ์) แน่ๆ
🌷 จิตไม่ใช่กองทุกข์
🌷 เอกจรํ จิตดวงเดียวเที่ยวไป
🌷 จิตประภัสสรผ่องใส
🌷 จิตสงบตั้งมั่นไม่หวั่นไหว จึงจักพ้นทุกข์
🍀 สัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ
🍀 สัมมาวายามะ ความเพียรชอบ
🍀 สัมมาสติ การระลึกชอบ
🍀 สัมมาสมาธิ จิตตั้งมั่นชอบ
🌹 อานาปานสติ
🌹 สติปัฏฐาน ๔ การปฏิบัติเพื่อเข้าถึงอธิจิต
🌹 การปฏิบัติธรรมแบบลัดสั้น ไม่มีอยู่จริง
🌹 พระสัทธรรมกำลังเลือนหายไป
🌹 พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จะยังคงอยู่กับเราตลอดไป
🌹 กรรมฐานในอริยมรรค ไม่ใช่หินทับหญ้า
🌺 ปัจฉิมโอวาท จงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด
🌺 ศีลรักษาเรา หรือ เรารักษาศีล
🌺 ศีล ธรรมอันงามในเบื้องต้น
🌺 สมาธิ ธรรมอันงามในท่ามกลาง
🌺 ปัญญา ธรรมอันงามในที่สุด
🌺 ปัญญาที่แฝงด้วยสัญญา
🌺 สมาธิ ไม่ได้มีในธรรมชาติ
🌺 จงยังสมาธิให้เกิดขึ้นเถิด
🌺 อริยมรรคมีองค์ ๘ คือ ทางไปสู่อมตะ
🌺 นิวรณ์ ๕ เครื่องกั้นจิตไม่ให้บรรลุความดี
🌹 เดินตามรอยพระบาท (โอวาท) ในวันวิสาขบูชา
%d bloggers like this: