ปัญญาทางธรรมกับปัญญาทางโลก (สัญญาอารมณ์)

🌷 ปัญญาทางธรรม กับปัญญาทางโลก (สัญญาอารมณ์)

วันจันทร์ที่ ๑๗ มกราคม ๒๕๖๕ ตรงกับวันพระขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนยี่ (๒) ปีฉลู

เจริญสุข สวัสดี ญาติโยมทุกๆ ท่านที่ได้เข้ามาฟังธรรมะบรรยาย เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการประพฤติปฏิบัติ พัฒนาจิตของตนให้อยู่ในบุญกุศล อาตมภาพขอน้อมนำเอาคำกล่าวของครูบาอาจารย์ได้กล่าวไว้ดังนี้ แก่นแท้คือปัญญา มีความฉลาดรอบรู้เห็นตามความเป็นจริงในอริยสัจ ๔ จนกระทั่งเห็นคุณ โทษ เหตุเกิด ความดับของอายตนะทั้งหลาย จิตใจไม่เข้าไปยึดมั่นในตัณหาอุปาทานในสิ่งนั้นๆ นั่นเรียกว่าแก่นแท้

ปญฺญาย ปริสุชฺฌติ พระพุทธเจ้าตรัสเทศนาว่า บริสุทธิ์เพราะปัญญา บางคนถือเอาปญฺญาย ปริสุชฺฌติ บริสุทธิ์เพราะปัญญา ศีลก็เลยไม่ต้อง สมาธิไม่ต้องเอา แต่เน้นไปที่ปัญญา ให้หันมาดูจิตของตน โดยไม่มีพื้นฐานการฝึกฝนอบรมภาวนามยปัญญา จนกระทั่งเข้าถึงอธิจิตฺเต (จิตตัวใน) ให้หมั่นดูจิตยังไง ก็หนีไม่ใพ้นติดอยู่ที่อาการของจิตเป็นสัญญาอารมณ์ (ปัญญาทางโลก)

เมื่อพูดถึงเรื่อง “ปัญญา” ที่มีในปัจจุบัน สำหรับคนที่ได้พบประสบความสำเร็จ มีธุรกิจใหญ่โต มีความมุ่งมั่นตั้งใจ มีความขยันเล่าเรียนจนได้ปริญญาบัตรต่อท้ายมากมายหลายใบ พูดจาคล่องแคล่วไพเราะน่าฟังน่าเชื่อถือ โต้วาทีได้เก่งกาจเฉียบขาด รู้จักสร้างภาพลักษณ์ให้ดูดี แต่ในทางวัฏฏะวนที่ยังจมอยู่กับโลก มักเป็นบุคคลที่ได้รับการยกย่องยอมรับสรรเสริญจากสังคมว่า เป็นคนดีในสังคม เป็นผู้มีปัญญาดี มีความสามารถ จดจำอะไรต่างๆ ได้มากมาย มีสัญญาดี สมองดี คิดเป็น เล็งเห็นอนาคต นี่เราเรียกได้ว่ามี “ปัญญาในทางโลก” ซึ่งแตกต่างจากปัญญาในทางธรรมโดยสิ้นเชิง ปัญญาที่กล่าวมาข้างต้นนั้น ในทางธรรมที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้ชัดเจน เรียกว่าเป็นผู้มี “สัญญา” ดี

แต่ที่สำคัญเป็นสาระอย่างยิ่งคือ ปัญญาทางโลกหรือสัญญาดังกล่าว ย่อมแตกต่างไปจาก “ปัญญาในทางธรรม” เป็นคนละเรื่องกันเลย แต่ปัจจุบันนั้น กลับถูกนำมาปนเปรวมเข้าด้วยกัน จนผู้ศึกษาธรรมที่เข้ามาใหม่ สับสนอย่างมาก ระหว่างสัญญาอารมณ์ (ปัญญาทางโลก) กับปัญญาเพื่อความหลุดพ้นจากโลก มีการเรียนรู้และจดจำพระธรรมคำสอน เป็นสัญญาอารมณ์ได้อย่างแม่นยำ จนกลายเป็นถิรสัญญา กลับเข้าใจไปว่าตนเองได้ปัญญาทางธรรมแล้ว เที่ยวยกตนข่มท่านโดยไม่รู้ตัว และบุคคลจำพวกนี้ กลับไม่ค่อยจะยอมเปิดรับอะไรง่ายๆ แบบหัวชนฝา ทั้งที่ไม่อาจแก้ข้อซักถามจากผู้รู้ได้เลย แค่ตอบว่าคุณพูดมีเหตุผล ผมเถียงไม่ได้ แต่ไม่เชื่อ

เพราะปัญญาที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติยกย่องไว้ว่าเป็นเลิศนั้น เป็นวิราคธรรม มีพระบาลีรองรับไว้ดังนี้ “ยาวตา ภิกฺขเว สงฺขตา วา อสงฺขตา วา วิราโค เตสํ อคฺคมกฺขายติ แปลว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สังขตธรรมก็ดี อสังขตธรรมก็ดี มีประมาณเท่าใด วิราคธรรมแล เรากล่าวว่า เป็นยอด เลิศกว่าธรรมทั้งปวง” เป็นไปเพื่อความบริสุทธิ์หมดจดหลุดพ้นของจิต จากอุปกิเลสที่เป็นแขกจรเข้ามาทั้งหลาย เป็นความสามารถของจิตในการปล่อยวาง ราคะ โทสะ โมหะ ออกไปจากจิตของตน ที่เรียกว่า “การสลัดคืน” หรือ “ธรรมที่แยกแล้ว” เป็นการสลัดอารมณ์ทั้งหลายกลับคืนสู่โลก เป็นปัญญาเพื่อความพ้นโลก เหนือโลก ฯลฯ ที่เรียกว่า “โลกุตตรธรรม” เป็นปัญญาที่ทำให้สังคมกลับคืนสู่ความสงบสันติ ร่มเย็น ไม่ฆ่าฟันกัน ไม่เบียดเบียนกัน

แต่ก็ยังมีกลุ่มบุคคลที่ไม่เห็นด้วย สืบเนื่องมาจากยังมีการสอนแบบผิดฝาผิดตัวอยู่ว่า อสังขตธรรมนั้นจะมีก็แต่พระนิพพานเพียงอย่างเดียว เมื่อถูกถามว่า ธาตุแท้ทั้งหลายที่มีอยู่เดิม เช่น ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ เป็นธาตุที่ยังไม่ได้เข้าผสมปนเปกันเอง เป็นธาตุแท้ เป็นสังขตธรรมหรืออสังขตธรรม คำตอบคือเงียบกริบ ทั้งๆ ที่พระบาลีชัดเจนแล้วว่า สังขตะก็ดี อสังขตะก็ดี มีประมาณเท่าไร ก็แสดงว่าอสังขตะไม่ใช่มีหนึ่งเดียวอย่างแน่นอน

ความรู้ที่เกิดจากสัญญาอารมณ์นั้น ต่างจากความรู้ที่ได้จากการปฏิบัติภาวนา จนเข้าถึงจิตตัวใน จนมีปัญญารู้เห็นตามความเป็นจริงในเรื่องนี้ ย่อมแตกต่างไปจากปัญญาทางโลก (สัญญา) ที่ยิ่งมีมาก ยิ่งรู้มาก ยิ่งเกิดความวุ่นวายสับสน เอารัดเอาเปรียบกัน ข่มเหงรังแกกันแบบถูกทำนองคลองธรรม ในทางโลก บุคคลดังกล่าวมานี้ ล้วนเก็บงำซ่อนเร้นอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดของตนได้เก่ง เพื่อผลประโยชน์ที่ตนเองที่ต้องการ จะไม่แสดงออกให้เห็นได้แบบง่ายๆ ยิ่งต่อหน้าสาธารณะชนบุคคลอื่นด้วยแล้ว ยิ่งระมัดระวังตัวเป็นพิเศษ

แต่เมื่อกระทบกับอารมณ์ที่ประทับใจมากๆ เข้ามา ภายในจิตของตนนั้นกลับรุ่มร้อน กระวนกระวาย ขัดข้องซัดส่ายไปกับอารมณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนั้นๆ แต่รู้จักเก็บงำอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดไว้ได้โดยไม่แสดงออกเพื่อประโยชน์ตน ไม่ใช่เป็นการปล่อยวางอารมณ์ หรือสลัดอารมณ์ออกไปจากจิต เพียงแค่มีความสามารถในการเปลี่ยนอารมณ์จิตที่ยินร้ายของตน ที่เจออยู่เป็นประจำจนเป็นถิรสัญญาไปแล้ว เมื่อเผลอไผลได้ที่เมื่อไหร่ เมื่อนั้นแหละ ก็จะมีการระเบิดอารมณ์ออกมาเป็นครั้งเป็นคราว โดยไม่สามารถควบคุมได้ ขนาดผู้ที่เป็นด็อกเตอร์ มีปริญญาพ่วงท้ายหลายใบ ที่ผู้คนยกย่องว่าเป็นคนดีเป็นคนเก่งใจเย็น แต่ด้วยอำนาจของความโกรธครอบงำจิตของตน เผลอไผลเอาไม้กอฟล์ตีภรรยาจนตายคามือ ยอมรับว่าตีแรงไปหน่อยด้วยความโกรธ ความหลง ครอบงำอยู่ในขณะนั้น

อย่าปล่อยให้ “สัญญา (ปัญญาในทางโลก)” มาครอบงำ “ปัญญาในทางธรรม” จนมองไม่เห็นสัจจะ ความจริง ๔ ประการ หรืออริยสัจ ๔ อันมีดังนี้
๑. เห็นจิตที่ส่งออกไปยึดถืออารมณ์ทั้งหลายทั้งภายนอกหรือภายใน ด้วยความยินดียินร้าย เป็นเหตุให้เกิดทุกข์
๒. เห็นความกระวนกระวาย ขัดข้อง ซัดส่าย เนื่องด้วยอารมณ์เหล่านั้นของจิต เป็นทุกข์
๓. เห็นว่าปฏิบัติธรรมกรรมฐาน (สัมมาสมาธิ) สามารถปล่อยวางอาการต่างๆ ของจิตเหล่านั้นออกไปได้ เป็นมรรค
๔. เห็นผลจากการปล่อยวางอาการของจิตเหล่านั้นออกไปได้สำเร็จ ทำให้จิตสิ้นการปรุงแต่ง บรรลุพระนิพพานเพราะสิ้นตัณหา เป็นนิโรธ

แต่เพราะตำราที่รจนาขึ้นมาในภายหลังนั้น มักสอนให้ศึกษา จดจำ ให้คิดเป็น เล็งเห็นอนาคต (ฝัน) ความรู้เพียงแค่นี้ก็คิดกันไปเองแล้วว่า จิตของตนเองมีคุณภาพเพียงพอ ได้ปัญญาแล้ว อันเกิดจากตำราสอนไว้ โดยแบ่งแยกกันตามมติที่ชอบใจของตน ระหว่างสมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐาน โดยยกให้สมถกรรมฐาน เป็นความสงบที่แข็งทื่อ เป็นพวกหินทับหญ้า ไม่ทำให้เกิดปัญญา เป็นของพวกฤษี ชีไพร เป็นสัญญาอารมณ์ ไม่ควรใส่ใจต้องวิปัสสนากรรมฐานเท่านั้น ที่จะทำให้เกิดปัญญาที่แท้จริง หลุดพ้นได้

โดยความเป็นจริง ทั้งสมถะและวิปัสสนา เป็นคำใหม่ที่เกิดขึ้นในภายหลัง ดูได้จากอริยมรรคมีองค์ ๘ ซึ่งไม่มีคำว่าสัมมาวิปัสสนาเลย แต่มีคำว่าสัมมาสมาธิ ซึ่งแปลว่า สมาธิชอบหรือสมาธิที่ถูกต้อง มีพระพุทธพจน์รับรองไว้ใน มหาจัตตารีสักกสูตร ดังนี้ว่า

สัมมาสมาธิอันเป็นอริยะ ต้องห้อมล้อมด้วยองค์มรรคที่เหลืออีก ๗ องค์ อันมีสัมมาทิฐิ เป็นใหญ่ แม้แต่สัมมาทิฐิอันเป็นอริยะนั้น ยังต้องประกอบไปด้วย สัมมาวายามะ สัมมาสติ จึงจะบริบูรณ์ แล้วมรรคที่เหลือนอกจากนี้ต้องประกอบด้วยสัมมาทิฐิที่สมบูรณ์นี้ด้วยทุกองค์ จึงทำให้มรรคสมังคี ย่อมทำให้สัมมาญาณะ และสัมมาวิมุตติ เกิดขึ้น ด้วยเหตุนี้พระเสขะผู้ประกอบด้วยอริยมรรคทั้ง ๘ จึงเป็นพระอรหันต์ที่เพียบพร้อมไปด้วยองค์ ๑๐ ประการนี้ มีชื่อเรียก ๒ อย่าง คือ สัมมัตตะ (ภาวะอันถูกต้อง) และ อเสขะธรรม (ธรรมของพระอเสขะหรือพระอรหันต์) แสดงว่า สัมมาญาณะ และสัมมาวิมุตตินั้น เป็นองค์ธรรมของพระอรหันต์โดยเฉพาะ

จากมหาจัตตารีสักกสูตร ก็เป็นที่รองรับแน่นอนแล้วว่า อริยมรรคเป็นทั้งสมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐาน ต้องทำหน้าที่ควบคู่กันโดยตลอดของการปฏิบัติธรรมกรรมฐานอยู่

เพราะเมื่อขณะที่กำลังพิจารณากายในกายเป็นภายในอยู่ ก็เป็นหน้าที่ของสมถกรรมฐาน เพราะการทำจิตของตนให้มีสติสงบตั้งมั่นไม่หวั่นไหวได้ จนชำนาญคล่องแคล่วเป็นวสีนั้น เราต้องจดจำถึงขั้นระลึกรู้ได้ทันที ที่เมื่อมีอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดมาปรากฏขึ้นที่จิต เมื่อระลึกได้แล้วไม่ต้องจดจำอีกต่อไป จากนี้นำนิมิตหมายแห่งจิตหรือฐานที่ตั้งของสติที่ระลึกได้แล้ว จนชำนาญคล่องแคล่วมาใช้ อันเป็นสมาบัติเครื่องอยู่ในชีวิตประจำวัน ที่เรียกว่า พิจารณากายในกายเป็นภายนอกบ้าง คือขณะที่ลืมตาอยู่ในการใช้ชีวิตประจำวันนั่นเอง ซึ่งเป็นหน้าที่ของวิปัสสนากรรมฐาน ซึ่งเป็นปัญญา ที่รู้เห็นตามความเป็นจริง

รู้เห็นอย่างไร? จึงชื่อว่ารู้เห็นตามความเป็นจริง เพราะจิตของตนรู้ว่าเมื่อตาเห็นรูป เกิดจักขุวิญญาณขึ้น มีผัสสะเกิด ความรู้สึกรักชอบชังซึ่งเป็นเวทนา จากนั้นความทะยานอยากก็จะตามมาทันที เมื่อบุคคลอันมีสมาบัติ ธรรมอันเป็นเครื่องอยู่ในชีวิตประจำวันแล้ว ย่อมต้องรู้จักคุณและโทษ เหตุเกิด ความดับของอายตนะทั้งหลาย ไม่ปล่อยให้ผัสสะเกิดขึ้น เพราะรู้อยู่ที่รู้ รู้แล้วละเรื่องที่รู้ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย เมื่อกระทบกับ รูป เสียง กลิ่น รส กายสัมผัส ก็ยกจิต พรากจิต หรือเปลื้องจิตของตน มาอยู่ที่ฐานที่ตั้งของสติที่ได้กำหนดไว้แต่แรก แม้บุคคลที่ฝึกหัดใหม่ อาจจะต้องใช้เวลาบ้างในการปล่อยวางความรู้สึกนึกคิดเหล่านั้นในระยะแรก แต่เมื่อได้ฝึกฝนอบรมดีแล้ว ก็ไม่ใช่เรื่องยากลำบากอีกต่อไปเลย

ซึ่งต่างจากปัญญาที่แฝงด้วยสัญญาอารมณ์ ที่มีการสอนกันอยู่อย่างดาษดื่นในปัจจุบันนี้ ที่ถูกสอนให้รู้จักเปลี่ยนอารมณ์ความรู้สึกรักชอบชังที่ตนเองไม่พึงปรารถนา เป็นอารมณ์หยาบ มาสู่อารมณ์ละเอียดที่เป็นสุข อันเกิดจากความสามารถประคองจิตให้เปลี่ยนอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดได้ จัดเป็นสัญญาอารมณ์ที่ตนได้ฝึกฝนมาบ่อยๆ เนืองๆ จนเป็นถิรสัญญา

เช่น จิตที่เคยใสอยู่ เมื่อกระทบกับอารมณ์ที่ขุ่นมัว เป็นแขกจรเข้ามา ความผ่องใสที่มีอยู่ในขณะนั้น ย่อมต้องหมองไปบ้างเป็นธรรมดา แทนที่จะฝึกฝนอบรมการสลัดคืนอารมณ์ หรือปล่อยวางอารมณ์ขุ่นมัวที่เป็นแขกจรเหล่านั้นออกไปจากจิตของตน ไม่เก็บเอาไว้ กลับใช้วิธีการเปลี่ยนอารมณ์ความรู้สึกในขณะที่เริ่มขุ่นมัวอยู่ มาคิดถึงอารมณ์อันละเอียดเป็นสุข เพราะสามารถเปลี่ยนอารมณ์ได้ เมื่อฝึกฝนอบรมบ่อยๆ ย่อมจำได้แม่น เป็นถิรสัญญา

อาตมาภาพเองก็ยอมรับว่า ในทางโลกแล้วจัดเป็นเรื่องดีของคนดี เป็นคนมีปัญญา (สัญญาอารมณ์) ที่จะอยู่กับโลกที่สับสนวุ่นวายได้ ในระดับที่สังคมยอมรับ เพราะสามารถควบคุมอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดของตนได้ แต่ผลที่จะตามมาในภายหลังต้องว่ากันอีกที

เพราะสืบเนื่องจากในทางพุทธศาสนาแล้ว พระพุทธองค์ไม่ทรงสรรเสริญปัญญาที่แฝงด้วยสัญญาอารมณ์เช่นนี้เลย แม้แต่ในครั้งพุทธกาล ที่พระองค์ยังทรงออกแสวงหาโมกขธรรม เพื่อความหลุดพ้นจากกองทุกข์ทั้งปวง ของการเกิดแก่เจ็บตาย ซึ่งเป็นอมตธรรม และในขณะนั้นก็มีเจ้าลัทธิเกิดขึ้นอยู่แล้วอย่างมากมายเหลือคณานับ ก่อนที่พระพุทธองค์จะทรงอุบัติขึ้นมาเสียอีก แต่ที่โด่งดังเอามากๆ มีอยู่ ๒ ท่าน คือ อาฬารดาบสและอุทกดาบส

อาฬารดาบสกาลามโคตรนั้น บรรลุอากิญจัญญายตนะ เป็นอรูปฌานที่ ๗ ส่วนอุทกดาบสรามบุตรนั้น บรรลุเนวสัญญานาสัญญายตนะ อันเป็นอรูปฌานที่ ๘ ทั้งสองท่านในขณะนั้นได้ประกาศตนเองว่าเป็นผู้จบเวช เป็นผู้ชนะทุกอย่าง สามารถขุดรากแห่งทุกข์ได้โดยสิ้นเชิง เป็นความเข้าใจผิดและเข้าใจไปเอง เนื่องจากทั้งสองท่านมีธุลีในจักษุน้อยมานานมาก คือเป็นผู้มีกิเลสเบาบางมาก จนแทบไม่รู้สึกว่ามีอยู่

จนกระทั่งพระพุทธองค์ได้เข้าพบอาจารย์ทั้งสอง เพียงแค่พระพุทธองค์ได้ทรงสนทนากับอาจารย์ทั้งสอง (ต่างกรรมต่างวาระกัน) ชั่วขณะปิดปากโอภาปราศรัยกันเสร็จเท่านั้น พระพุทธองค์ก็กล่าวญาณวาทและเถรวาทได้ ถึงกับทำให้อาจารย์ทั้งสองต้องเอ่ยปากชมว่า เราเป็นเช่นใด ท่านก็เป็นเช่นนั้น จงมาช่วยกันปกครองดูแลบริหารหมู่คณะด้วยกันเถิด

พระพุทธองค์ทรงปฏิเสธไปว่า ธรรมนี้ไม่ได้เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย คลายกำหนัด เพื่อความดับ เพื่อความสงบระงับ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อตรัสรู้ และเพื่อพระนิพพานเลย แต่เป็นไปเพียงเพื่อเข้าถึงอากิญจัญญายตนะ และเนวสัญญานาสัญญายตนะสมาบัติเท่านั้น

นี่ก็เป็นหลักฐานที่ชัดเจนเป็นเครื่องยืนยันแล้วว่า ปัญญาที่แฝงด้วยสัญญาอารมณ์นั้น ไม่ช่วยให้หลุดพ้นจากทุกข์ได้เลย เพราะวางอารมณ์ไม่เป็น เพราะยังติดสุขอยู่ในอารมณ์ฌานอันละเอียด ส่วนกิเลสทั้งหลายที่เป็นอารมณ์หยาบๆ ซึ่งบุคคลทั่วไปยังติดข้องอยู่นั้น ไม่สามารถทำอะไรได้เลยกับบุคคลเช่นอาจารย์ทั้งสอง สืบเนื่องจากมีความสามารถในการเปลี่ยนเข้าสู่อารมณ์ละเอียดอันเป็นสุขที่ประกอบด้วยอามิส ได้อย่างรวดเร็วชำนาญจนเป็นวสี ที่เรียกว่าถิรสัญญา ยังเป็นแค่สัญญาอารมณ์เท่านั้น ไม่ใช่ปัญญาเพื่อความหลุดพ้น แต่เป็นสัญญาอารมณ์ที่ตนเองได้เกาะเกี่ยวไว้อย่างเหนียวแน่น เพราะเกรงไปว่าอารมณ์ที่เกิดจากสัญญาเหล่านั้นจะจืดจางลงไปได้

แต่ปัจจุบันนี้ พุทธศาสนาได้ปนเปไปกับลัทธิพราหมณ์ จนแยกกันไม่ออก จะหนักไปทางลัทธิพราหมณ์ เสียมากกว่า และมีการแบ่งแยกกีดกันกันเองอย่างออกหน้าออกตา ถือเราถือเขา จนกระทั่งขาดความชอบธรรม โดยไม่นำพาพระธรรมวินัยอีกต่อไปแล้ว จนมีการแบ่งแยกกันสั่งสอนอบรมตามมติของตนที่คิดว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่สุด เป็นคอร์สๆ สั้นบ้าง ยาวบ้าง มี ๗ วัน ๑๕ วัน เดือนนึงบ้าง สิ่งที่ได้คือปัญญาที่แฝงไปด้วยสัญญาอารมณ์เท่านั้น เมื่อเป็นซะแบบนี้แล้ว พระสัทธรรมจะไม่ปฏิรูปไปได้อย่างไร โดยการนำเอาหลักธรรมการปฏิบัติของพราหมณ์มาสั่งสอนแทน โดยอ้างว่าเป็นของพุทธศาสนา ต่างจากธรรมะคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ที่แท้จริง ที่สอนให้ หยุดเป็น เย็นได้ หยุดไม่เป็น เย็นไม่ได้ หยุดนั่นแหละ ตัวสำเร็จ

มีพระบาลีดังนี้ “วิสงฺขารคตํ จิตฺตํ ตณฺหานํ ขยมชฺฌคา แปลว่า จิตของเราสิ้นการปรุงแต่ง บรรลุพระนิพพานเพราะสิ้นตัณหา” เพราะหยุดเป็น หยุดการปรุงแต่ง สังขาร ความนึกคิดไม่สามารถปรุงแต่งได้ ปิดอารมณ์ความนึกคิดไม่ให้เข้ามาครอบงำจิตของตนได้ ปล่อยวางอดีต ไม่คำนึงถึงอนาคตเสีย หยุดอยู่ที่ปัจจุบันธรรม อันมีสติกุมเฉยอยู่ ตรึกธรรมที่มีเข้ามาเฉพาะหน้า รู้แล้วละ ไม่ใช่รู้แล้วยึด รู้แล้วเปลี่ยนเรื่องที่รู้ (อารมณ์) เป็นการรู้แล้วละเรื่องที่รู้มาอยู่กับรู้ ไม่ใช่รู้อยู่กับเรื่อง นี่ได้ชื่อว่าเป็นเครื่องทำลายอวิชชา

อีกเหตุผลนึงที่ทำให้ลัทธิพราหมณ์เข้ามามีอิทธิพลต่อศาสนาพุทธ เพราะสังคมพุทธเราเองที่ไปอัญเชิญลัทธิพราหมณ์เข้ามาเองโดยไม่รู้ตัว มีการแนะนำสั่งสอนในเรื่องสังโยชน์ (กิเลสที่ผูกมัดใจสัตว์) แบบผิดฝาผิดตัว อย่างไม่น่าให้อภัยเลยจริงๆ เป็นความผิดพลาดที่ทำให้พุทธศาสนาเศร้าหมองลงอย่างเห็นได้ชัด ในสังโยชน์นั้นมี ๑๐ ประการด้วยกัน แบ่งเป็น โอรัมภาคิยสังโยชน์ (สังโยชน์เบื้องต่ำ) อันมี ๑. สักกายทิฏฐิ ๒. วิจิกิจฉา ๓. สีลัพพตปรามาส ๔. กามราคะ ๕. ปฏิฆะ อุทธัมภาคิยสัญโญชน์ (สังโยชน์เบื้องสูง) ได้แก่ ๖. รูปราคะ ๗. อรูปราคะ ๘. มานะ๙. อุทธัจจะ ๑๐. อวิชชา

พระโสดาบันละสังโยชน์ได้ ๓ ข้อต้น
พระสกิทาคามี ทำสังโยชน์ข้อ ๔ และข้อ ๕ ให้เบาบางลงได้
ส่วนพระอนาคามี ทำสังโยชน์เบื้องสูงทั้ง ๕ ให้เบาบางลงได้
พระอรหันต์นั้นละสังโยชน์ได้เด็ดขาด

ปัญหาอยู่ตรงที่สังโยชน์ข้อ ๖ และข้อ ๗ คือ รูปราคะและอรูปราคะ ที่มีในสังโยชน์ ๑๐ คณาจารย์ส่วนหนึ่งไปยัดให้เป็นรูปฌานและอรูปฌาน ซึ่งเป็นของลัทธิพราหมณ์โดยตรง ทั้งที่พระพุทธองค์ได้ทรงปฏิเสธไว้อย่างชัดเจนแล้ว ตั้งแต่ครั้งพุทธกาลว่า รูปฌานและอรูปฌานนั้น ไม่อาจหลุดพ้นจากทุกข์ได้ หมายความว่า ไม่สามารถเข้าสู่อริยภูมิแม้แต่ขั้นต้นได้เลย เพียงเข้าถึงอารมณ์ฌานนั้นๆ ได้ เพราะยังติดสุขอันปราณีตที่เกิดจากอารมณ์ละเอียดเหล่านั้นอยู่

พราหมณ์พวกที่ชำนาญในรูปฌานอรูปฌานเหล่านั้น แม้แต่สักกายทิฏฐิที่เป็นสังโยชน์ข้อแรกก็ยังไม่รู้จักเลย เมื่อถูกนำมาอธิบายถึงรูปราคะและอรูปราคะในสังโยชน์ ๑๐ ทำให้พระโสดาบันและพระสกิทาคามี เหมือนถูกด้อยค่าลงไปเลยในสายตาบุคคลภายนอก ที่ไม่รู้ไม่เข้าใจในหลักธรรมแท้ของพระพุทธศาสนา

เมื่อพิจารณาให้ชัดเจนแล้วจะเห็นว่ารูปฌานอรูปฌานเป็นเพียงแค่อารมณ์รูป อารมณ์นามนั้นๆ ที่บุคคลผู้นำมาเพียรเพ่งภาวนาจนเกาะเกี่ยวกับอารมณ์ฌานเหล่านั้นอย่างเหนียวแน่น จนเกิดความสุขอันอิงด้วยอามีส มีความปราณีตที่เกิดจากอารมณ์ฌานอันละเอียดเหล่านั้น ต่างกันกับรูปราคะและอรูปราคะในสังโยชน์ ๑๐ ไปคนละเรื่องเลย

มีพระบาลีธรรมบทกล่าวไว้ดังนี้ “อสฺสทฺโธ อกตญฺญู จ สนฺธิจฺเฉโท จ โย นโร หตาวกาโส วนฺตาโส ส เว อุตฺตมปุริโส แปลว่า บุคคลใดไม่เชื่อถืออารมณ์ ไม่กระทำตอบต่ออารมณ์ รู้จักตัดเงื่อนต่อของอารมณ์ เป็นผู้สิ้นหวัง คลายความหวัง ย่อมเป็นบุรุษอันสูงสุด ดังนี้”

จากพระพุทธพจน์ พอสรุปได้ว่า คำสั่งสอนในทางพุทธศาสนานั้น พระพุทธองค์ทรงสั่งสอนให้รู้จักปล่อยวางอารมณ์ออกไปจากจิต จนจิตวิมุตติหลุดพ้น ไม่กลับกลายอีกแล้ว เที่ยงตรงคงที่ (อกุปปธรรม) เจโตวิมุตติ ไม่ใช่ให้ยึดถืออารมณ์ความรู้สึกนึกคิดใดๆ ทั้งสิ้นเลย เป็นการสลัดคืนอย่างสิ้นเชิง

บุคคลผู้มีจิตไม่เชื่อถือต่ออารมณ์ได้นั้น ต้องเป็นจิตที่ผ่านการอบรมจิตด้วยภาวนามยปัญญามาแล้วอย่างอุกฤษ จริงจัง จิตจึงจะมีสติสงบตั้งมั่นไม่หวั่นไหวได้ ฉันใด เปรียบเหมือนศิลาแท่งทึบที่มีลมพายุพัดกรรโชกอย่างรุนแรงมาทั้ง ๔ ทิศ ก็ไม่อาจทำให้ศิลานั้นสั่นไหวได้ ฉันนั้น ส่วนกิเลสที่เป็นแขกจรคงหลอกจิตของตนให้หลงเชื่ออีกไม่ได้ และเป็นไปได้ยาก

แต่การที่ไม่กระทำตอบต่ออารมณ์และรู้จักตัดเงื่อนต่อของอารมณ์นั้น จิตต้องมีสติสงบตั้งมั่นไม่หวั่นไหวไปด้วยราคะโทสะโมหะ จิตมีกำลังมากพอในการปล่อยวางหรือสลัดอารมณ์ออกไป ไม่กระทำตอบต่ออารมณ์ หรือรู้จักตัดเงื่อนต่อของอารมณ์ได้ เพราะจิตของบุคคลนั้นมีปัญญาอย่างแท้จริง โดยการตรึกธรรมที่มีมาเฉพาะหน้า พิจารณาเหตุแห่งทุกข์คือสมุทัย จิตมีกำลังพร้อมละเหตุแห่งทุกข์นั้นได้ เอวัง.

พระภัทรสิทธิ์ อภินันโท
เทศนาธรรม ๑๗ มกราคม ๒๕๖๕

Tagged with: ,
Posted in ธรรมะ

ปัญญาในพระพุทธศาสนา

🌷 ปัญญา ในพระพุทธศาสนา

วันจันทร์ที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๖๕ ตรงกับวันพระขึ้น ๘ ค่ำ เดือนยี่ (๒) ปีฉลู

เจริญพร สุขสวัสดี แก่ญาติโยมสาธุชนทั้งหลาย ที่ใฝ่ในธรรมและได้น้อมนำเอาเข้ามาใส่ในตน จึงได้รับรู้ว่า ศาสนาพุทธนั้นเป็นศาสนาแห่งปัญญา ได้มีตัวอย่างที่มาในกาลามสูตร พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสสอนชาวกาลามะ หมู่บ้านเกสปุตตนิคม แคว้นโกศล ที่ได้ทูลถามพระองค์ว่า มีคณาจารย์เจ้าลัทธิอื่นมากมายที่ได้ผ่านมา มักกล่าวอ้างว่า สิ่งที่ตนรู้ สิ่งที่ตนเห็น และสิ่งที่ตนสั่งสอนอยู่นั้น ถูกต้อง ส่วนคณาจารย์เจ้าลัทธิอื่นที่สอนอยู่นั้น ผิดหมด พระพุทธองค์ทรงสอนว่า

เอถ ตุเมฺห กาลามา
๑. มา อนุสฺสเวน กาลามชน ท่านอย่าได้ปลงใจเชื่อ โดยฟังตามๆ กันมา
๒. มา ปรมฺปราย ท่านอย่าได้ปลงใจเชื่อ โดยถือสืบๆ กันมา
๓. มา อิติกิราย ท่านอย่าได้ปลงใจเชื่อ โดยมงคลตื่นข่าว
๔. มา ปิฏกฺสมฺปทาเนน ท่านอย่าได้ปลงใจเชื่อ โดยอ้างตำรา (ปิฎก) หรือคัมภีร์
๕. มา ตกฺกเหตุ ท่านอย่าได้ปลงใจเชื่อ โดยเหตุนึกเดาเอา (ตรรกะ)
๖. มา นยเหตุ ท่านอย่าได้ปลงใจเชื่อ โดยการอนุมานเอา (คาดคะเน)
๗. มา อาการปริวิตกฺเกน ท่านอย่าได้ปลงใจเชื่อ โดยความตรึกตามอาการ
๘. มา ทิฏฺฐินิชฺฌานกฺขนฺติยา ท่านอย่าได้ปลงใจเชื่อ โดยเห็นว่าต้องกันกับลัทธิของตน
๙. มา ภพฺพรูปตาย ท่านอย่าได้ปลงใจเชื่อ โดยเชื่อว่าผู้พูดควรเชื่อได้
๑๐. มา สมโณ โน ครูติ ท่านอย่าได้ปลงใจเชื่อ โดยนับถือว่าสมณะผู้นี้เป็นครูของเรา

กาลามะทั้งหลาย เมื่อมีใครมาแนะนำสั่งสอนท่าน ท่านจงตั้งใจฟังด้วยดีและศึกษาด้วยดี แล้วน้อมนำเอามาสมาทาน ประพฤติปฏิบัติอย่างเต็มที่ เมื่อใดท่านทั้งหลายพึงรู้ด้วยตนเองเท่านั้นว่า ธรรมเหล่านี้เป็นกุศล ธรรมเหล่านี้ไม่มีโทษ ธรรมเหล่านี้ผู้รู้ไม่ติเตียน ธรรมเหล่านี้ที่บุคคลถือปฏิบัติ บริบูรณ์แล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อเกื้อกูล เพื่อพ้นทุกข์ เมื่อนั้นท่านทั้งหลายจึงควรค่อยเชื่อก็ยังไม่สาย

เมื่อมีพุทธพจน์กล่าวไว้ เราย่อมติตรองเห็นตามได้ว่า ศาสนาพุทธนั้นสอนให้เกิดปัญญา โดยไม่หลงใหลงมงายไปกับความเชื่อ ๑๐ ประการนี้ แต่ปัจจุบันกลับไม่เป็นไปตามพุทธโอวาทเลย เพราะชาวพุทธเรานั้นเชื่อง่ายเหลือเกิน ได้ปลงใจเชื่อไปแล้วเกือบทุกข้อที่มีในพุทธโอวาทเหล่านี้ อาจสืบเนื่องจากได้มีการอบรมสั่งสอนจากนักบวชหลายสำนักหลายรูปแบบ จนทำให้ชาวพุทธเราเกิดความลังเลสงสัย ตัดสินใจไม่ถูก เพราะเท่าที่มีมานั้นก็ตรงกับกาลามสูตรที่ทรงกล่าวไว้ จึงหันไปยึดถือเอาวัตถุแทนไปก็มี

แต่เท่าที่มีอยู่ทุกวันนี้ ก็มีอยู่หลายรูปแบบไม่ใช่น้อย อย่างกลุ่มที่ใกล้วัด ไม่ใช่มีบ้านเรือนอยู่ใกล้วัด คือพวกที่ปกติอยู่บ้านก็หมั่นสวดมนต์ กราบพระ นั่งสมาธิภาวนาเป็นประจำอยู่แล้ว กลุ่มนี้แม้จะเข้าวัดบ้างไม่เข้าวัดบ้าง ก็จัดว่าเป็นพวกใกล้วัด เพราะวางตนเองไว้ในความไม่ประมาทในชีวิต หวังเพียงเพื่อให้ได้เข้าใกล้พระนิพพานหรือถึงพระนิพพาน ถ้าเป็นได้

กลุ่มถัดมา คือกลุ่มติดวัด กลุ่มนี้ชอบเข้าวัดเป็นนิสัย เพราะเห็นว่าการได้เข้าวัด ได้ไหว้พระ ขอพรจากพระภิกษุสงฆ์ เพื่อเป็นมงคลเสริมสร้างให้แก่ตนเองและครอบครัว เห็นว่าพระนิพพานนั้นไกลเกินฝัน เอื้อมไม่ถึง จึงเอาแค่บุญกุศลจากการให้ทาน รักษาศีล เท่าที่ตนเองจะทำได้ ถึงจะขาดตกบกพร่องไปบ้าง เดี๋ยวเข้าวัดก็ขอใหม่ได้ ชอบสะสมเสบียงบุญให้กับตนเองและครอบครัว ภาวนาก็เอาบ้างตามโอกาสที่มีเท่านั้น เมื่อกลับออกมาจากวัดแล้ว ก็วางสิ่งที่ได้มานั้นไว้ตรงไหนสักที่

กลุ่มสุดท้าย คือกลุ่มเฉียดวัด เป็นกลุ่มที่เข้าวัดตามเทศกาลที่มีเท่านั้น ทำทุกอย่างตามประเพณี

ส่วนกลุ่มที่เหลือนอกจากนี้ เป็นกลุ่มที่ยังจมติดอยู่ในกาม ยังส่องเสพกาม ยังถูกกามวิตกกัดกิน กามวิตกฺเกหิ ขชฺชมาโน ยังถูกไฟกามแผดเผา ยังขวนขวายในการแสวงหากามคุณ อันมีตา หู จมูก ลิ้น กาย คู่กับ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสทางกาย ด้วยฉันทราคะ จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะเข้าวัด หรือเฉียดวัดเลย ทาน ศีล ภาวนา ไม่ต้องพูดถึง เพราะไม่รู้จักบุญกุศลเหล่านั้น

พอสรุปได้ว่า ทุกวันนี้ชาวพุทธเรายิ่งห่างไกลจากปัญญาทางพุทธศาสนา แต่กลับไปให้ความสำคัญกับปัญญาทางโลก ซึ่งเป็นเพียงแค่สัญญาอารมณ์ เป็นปัญญาที่เกิดจากความรู้ที่ได้รับมา แล้วนำมาคิด คิดแล้วคิดเล่า จนความคิดเหล่านั้นตกผลึก แล้วเข้าใจว่านั่นแหละเป็นปัญญา ซึ่งความจริงแล้วเป็นเพียงสัญญาเท่านั้น นำมาใช้จริงยังไม่ได้ เมื่อกระทบกับอารมณ์จากภายนอกหรือภายในทันทีทันใด ก็พร้อมที่จะสะดุ้ง กระเพื่อม ฟุ้งซ่านไปตามอารมณ์ความรู้สึกยินดียินร้ายเหล่านั้น แล้วนำเอาสัญญาอารมณ์ที่ตนเองรู้มานั้น มาเปลี่ยนอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดทั้งหลายที่กระทบอยู่ เป็นอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดที่ตนเองชอบ และประทับใจ จดจำได้เป็นถิรสัญญา เป็นการเปลี่ยนแปลงอารมณ์ไม่ใช่การสลัดอารมณ์ออกไป ในทันทีทันใดที่กระทบ

การสลัดอารมณ์ออกไปในทันทีทันใดที่กระทบได้นั้น นี่จึงจะเป็นปัญญาทางธรรมอย่างแท้จริง ที่เกิดจากการฝึกฝนอบรมจิต ด้วยสมาธิภาวนาจนจิตของตน อ่อน ควรแก่การงานทางจิต สามารถปล่อยวาง หรือสลัดอารมณ์ที่มากระทบออกไปได้ เป็นวิมุตติจิต ที่หลุดพ้นจากอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดทั้งหลาย อุเปกฺขา สติ สงฺสุทฺธํ มีความวางเฉย สติบริสุทธิ์ ดังนี้

สมาธิในพระพุทธศาสนา หรือที่เรียกว่า สัมมาสมาธิ เป็นสิกขา ๑ ในสิกขา ๓ เป็นมรรคจิต (ทางเดินของจิต) ที่จะนำไปสู่ความเป็นอริยเจ้า เป็นหัวใจสำคัญในการนำจิตของตนเข้าถึงความบริสุทธิ์หมดจดอันคงที่ ไม่กลับกลายอีกแล้ว เป็นแก่นแท้ของพระพุทธศาสนา มีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มุ่งมั่นตั้งใจลงมือปฏิบัติแบบจริงจังแบบเอาชีวิตเข้าแลก เป็นสมาธิที่เป็นสัมมา สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลาย อันเกิดแต่วิเวก ทำให้จิตมีพลังในการสลัดปล่อยวางความยินดียินร้าย และความยึดมั่นถือมั่นในอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดทั้งหลาย (อาการของจิต) ออกไปจากจิตได้ ในขณะที่มีอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดเข้ามากระทบจิต

ผู้ใดสามารถฝึกฝนอบรมจิต ปฏิบัติธรรมสัมมาสมาธิจนชำนาญคล่องแคล่วดีแล้ว อารมณ์ความรู้สึกนึกคิดทั้งปวง ไม่ว่าจะที่ดีหรือที่ชั่ว สุขหรือทุกข์ ย่อมไม่สามารถครอบงำจิต ไม่สามารถปรุงแต่งจิตของผู้นั้น ให้กระสับกระส่าย สับสน วุ่นวาย ฟุ้งซ่าน ซัดส่ายไปตามอารมณ์ได้อีกต่อไป เพราะบุคคลนั้นเป็นผู้ที่ได้สมาบัติ (ความสงบอันพึงเข้าถึง) เป็นเครื่องอยู่ในชีวิตประจำวันของตน

สัมมาสมาธิ ฌานที่ ๔ นั้น มีคุณลักษณะดังนี้ คือ “ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุข ละทุกข์ และดับโสมนัสโทมนัสแต่เก่าก่อนได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่” เป็นสภาวะธรรมที่เรียกว่า รู้สักแต่ว่ารู้ (ญาณะมัตตายะ) จิตมีพลังปล่อยวางสลัดอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดออกไป เป็นเหตุให้จิตหลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้ เป็นตทังควิมุตติ เข้าสู่ความสงบตั้งมั่น เยือกเย็น ในพระพุทธศาสนาได้โดยแท้จริง

การที่จิตได้รู้จักตทังควิมุตตินั้น ต้องถือว่าเป็นคุณอย่างมหันต์ จิตได้สัมผัสกับสุขที่ปราศจากอามีส สงบถึงขีดสุด เมื่อได้รู้จักแล้ว ขั้นตอนที่สำคัญคือหมั่นตรึกธรรมที่มีมาเฉพาะหน้านั้น จนชำนาญเป็นวสี เป็นวิปัสสนาเครื่องทำลายอวิชชา

ดั่งมีพระพุทธพจน์กล่าวไว้ใน “สมาธิสูตร” ดังนี้
สมาธึ ภิกฺขเว ภาเวถ สมาหิโต ยถาภูตํ ปชานาติ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงยังสมาธิให้เกิดขึ้นเถิด
ผู้ที่มีจิตตั้งมั่นดีแล้ว ย่อมรู้เห็นตามความเป็นจริง ดังนี้

เมื่อพิจารณาจากพระพุทธพจน์อย่างรอบคอบ จะเห็นได้ว่า บุคคลที่มีจิตสงบตั้งมั่นดีแล้ว ย่อมรู้เห็นตามความเป็นจริง คำว่า “รู้เห็นตามความเป็นจริง” นั้นคือ วิปัสสนา (ปัญญา) เป็นการรู้เห็นอย่างวิเศษ เห็นที่ใช่ รู้จักที่ไม่ใช่ เห็นคุณ เห็นโทษ รู้เหตุเกิด ความดับ ของอายตนะทั้งหลาย

รู้เห็นอย่างไรจึงเรียกว่า “รู้เห็นอย่างวิเศษ” ก็คือ รู้เห็นอริยสัจ ๔ ตามความเป็นจริงว่า

  • อารมณ์ทั้งปวง ไม่ว่าดี ชั่ว สุข ทุกข์ หยาบ ละเอียด (รูปฌาน อรูปฌาน) ล้วนเป็น ทุกข์
  • เมื่อรู้แล้วว่า อารมณ์ทั้งหลายที่จิตเข้าไปยึดมั่นถือมั่นล้วนเป็นทุกข์ ควรละความทะยานอยาก สมุทัย – เหตุแห่งทุกข์เหล่านั้นเสีย
  • เพื่อถึง นิโรธ – ความดับทุกข์ทั้งปวงได้
  • ด้วยมรรค – ทางดำเนินไปเพื่อความดับทุกข์

มีพระบาลีธรรมบทกล่าวไว้ว่า
เอตํ สนฺตํ เอตํ ปณีตํ
ยทิทํ สพฺพสงฺขารสมโถ สพฺพูปธิปฏินิสฺสคฺโค
ตณฺหกฺขโย วิราโค นิโรโธ นิพฺพานํ

แปลว่า ที่นี่สงบหนอ (แม้กระทั่งลมหายใจ) ที่นี่ประณีตหนอ ณ ที่นี้ สิ่งปรุงแต่งทั้งปวงดับเงียบ คืนความยึดติดทั้งปวงออกไป สิ้นตัณหา สิ้นความยินดี กิเลสดับ เป็นนิพพาน (สิ้นทุกข์)”

หากเราสามารถสร้างสติ (สัมมาสมาธิ) และประคองจิตไว้ที่ฐานที่ตั้งของสติ (สติปัฎฐาน) ได้อย่างต่อเนื่องเนืองๆ แล้ว จิตของตนย่อมสงบตั้งมั่นเป็นสมาธิ เมื่อประคองจิตที่มีสติให้สงบตั้งมั่นเป็นสมาธิได้อย่างต่อเนื่อง จิตย่อมรู้เห็นตามความเป็นจริง เกิดวิปัสสนา (ปัญญา) สืบเนื่องจากจิตของตนมีปัญญารู้ว่า ที่นี่สงบหนอ ที่นี่ประณีตหนอ จึงไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับ ที่นั่นวุ่นวายหนอ ที่นั่นขัดข้องหนอ

ในการฝึกปฏิบัติธรรมกรรมฐานเพียรประคองจิตของตนอยู่นั้น บางครั้งบางขณะที่จิตมีสติ (ระลึกรู้) อยู่ จิตอาจจะเกิดเผลอไผลส่งออกไปในอารมณ์ที่น่ายินดีน่ารักใคร่ หรืออารมณ์ที่ไม่น่ายินดีไม่น่ารักใคร่ จะมาจากภายนอกก็ดี หรือเกิดขึ้นจากสัญญาอารมณ์ความรู้สึกนึกคิด ณ ภายในจิตเองก็ดี หากระลึกนึกขึ้นมาได้ และสามารถดึงจิตให้ออกจากอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดได้ในขณะนั้น และยกจิตของตนที่ส่งออกไปจากฐานที่ตั้ง ให้กลับมาวางอยู่ที่ฐานแห่งความสงบ (สติ) ดังเดิมได้ นี้จึงเรียกว่าเป็นวิปัสสนา (ปัญญา) ในเบื้องต้น

ฐาน คือ ที่ตั้งของสติ ที่ระลึกรู้อยู่ในขณะนั้นๆ (สติปัฏฐาน) อันมีลมหายใจเข้า ลมหายใจออก หรือองค์ภาวนาต่างๆ เป็นอุบาย (กายสังขาร) เพื่อให้จิตของตนได้ฝึกฝนเกาะเกี่ยวจนเป็นสมาธิ การยกจิตของตนให้กลับมาสู่ฐานที่ตั้งของสติที่ได้เคยอุปโลกน์ไว้นั้น ย่อมได้ชื่อว่า เกิด “ปัญญา” สามารถสลัดปล่อยวางอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดในขณะที่จิตยึดถืออยู่นั้นออกไปได้ กลับมาสู่ฐานของสติอีกครั้ง แม้จะเป็นเพียงปัญญาเล็กๆ น้อยๆ ในขณะที่ฝึกอบรมใหม่ๆ แต่เมื่อฝึกอบรมจิตให้กระทำบ่อยๆ กระทำให้มาก เจริญให้มาก ปัญญาที่เกิดขึ้นย่อมเป็นปัญญาที่แหลมคมยิ่งๆ ขึ้นไปเอง

ขณะที่เราสามารถยกจิตกลับมาตั้งไว้ที่ฐานสติได้อย่างแม่นยำต่อเนื่องเนืองๆ จนกระทั่งจิตเข้าสู่ความสงบตั้งมั่นเป็น “สมาธิ” จิตของตนย่อมรู้เห็นอย่างวิเศษ (วิปัสสนา – ปัญญา) ว่าขณะนี้จิตของตนเป็นสุขที่ปราศจากอามีส เกิดขึ้นจากความสงบตั้งมั่นอยู่นั้น ต่างจากเมื่อครู่ที่จิตของตนได้ซัดส่ายวุ่นว่ายส่งออกไปยึดอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดที่เป็นแขกจรเข้ามา ย่อมรู้ชัดถึงความแตกต่างระหว่างจิตที่มีความสงบตั้งมั่น กับจิตที่ซัดส่าย สับสน วุ่นวายได้ ตามความเป็นจริง

เมื่อกระทำให้มาก กระทำบ่อยๆ เจริญให้เกิดขึ้น จนคล่องแคล่วชำนาญดีแล้ว ก็นำผลที่ได้จากการปฏิบัติมาใช้ในการดำรงชีวิตประจำวัน เพื่อให้รู้เห็นตามความเป็นจริง (วิปัสสนา – ปัญญา) ขณะที่อยู่ในชีวิตประจำวัน เมื่อกระทบอารมณ์ทางอายตนะ ๖ มีอาการของจิตเกิดขึ้น กระเพื่อมไปตามอารมณ์ความรู้สึกนึกคิด ยินดีบ้าง ยินร้ายบ้าง รัก ชอบ ชัง จิตย่อมระลึกรู้เห็นตามความเป็นจริง (วิปัสสนา – ปัญญา) ว่าขณะนี้จิตสับสน ซัดส่าย วุ่นวายไปตามอารมณ์เหล่านั้น (สุข ทุกข์) ให้รีบนำจิตกลับมาสู่ความสงบตั้งมั่นให้ได้อย่างรวดเร็ว ด้วยกำลังสติขณะแห่งจิตเป็นสมาธินั้น (ขณิกสมาธิ) โดยนำจิตของตนมาวางไว้ที่ฐานแห่งความสงบ ที่มีสติตั้งมั่น ที่จิตของตน ได้เคยฝึกฝนอบรมมาดีแล้ว

ใครที่ยังคิดว่า สมถะ (สมาธิ) และวิปัสสนา (ปัญญา) ต้องแยกกันปฏิบัตินั้น เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริง เมื่อจิตรู้จักความสุขที่เกิดแต่ความสงบตั้งมั่นอย่างแท้จริงแล้ว ย่อมต้องรู้ชัดถึงสภาวะจิตที่กระเพื่อมซัดส่าย ส่งออก สับสน วุ่นวาย ว่าต่างกันอย่างไร จึงเป็นวิปัสสนา – ปัญญาที่เกิดจากจิตที่รู้จักฐานสติสงบตั้งมั่นเป็นอย่างดี

เมื่อมีอารมณ์มากระทบทางอายตนะทางใดทางหนึ่ง จิตที่อบรมดีแล้ว ย่อมรู้จักคุณและโทษ ความเกิดและความดับของอายตนะนั้น สามารถสลัดปล่อยวางอารมณ์ออกไปได้ในทันทีทันใด นี่จึงเป็นปัญญาที่แท้จริงในพระพุทธศาสนา ไม่ใช่ปัญญาที่เข้าใจกันผิดๆ ไปจากความเป็นจริง อันเกิดจากการนึกคิดที่คิดแล้วคิดเล่า เฝ้าแต่คิด จนความนึกคิดเหล่านั้นตกผลึก อันนั้นเราเรียกว่า “สัญญาอารมณ์”

ส่วน “วิปัสสนา – ปัญญา” ที่จิตของตนสามารถสลัดปล่อยวางความรู้สึกนึกคิดออกไปได้อย่างรวดเร็ว อันเกิดจากการรู้เห็นตามความเป็นจริงของจิตที่มีกำลังสติเป็นสมาธิสงบตั้งมั่นดีแล้ว เมื่อกระทำให้มาก เจริญให้มาก กระทำให้มาก กระทำบ่อยๆ จนชำนาญคล่องแคล่วในการปล่อยวาง ย่อมละสังโยชน์ได้

“สัญญาอารมณ์” ที่เกิดจากความรู้สึกนึกคิดบ่อยๆ จนจำได้อย่างแม่นยำเป็นถิรสัญญา ผลที่ได้คือ “สักๆ แต่ว่ารู้” เป็นการเปลี่ยนผ่านอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดอย่างรวดเร็ว ทำเป็นว่าไม่ได้สนใจในอารมณ์เหล่านั้น ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริง จิตได้รับและยึดอารมณ์เหล่านั้นเข้ามาเสียแล้ว เพียงแต่ไม่ได้แสดงออกมาทางสีหน้าให้เห็นถึงอาการของจิตที่กระเพื่อมอยู่ ณ ภายในจิตของตน พูดหรือแสดงออกให้ดูดีด้วยวาจาเพราะๆ ด้วยคำว่า “สักแต่ว่า”

เมื่อกล่าวถึง “ปัญญา” แล้ว มีพระพุทธพจน์ (พระธรรมบท – มรรควรรค) ตรัสรองรับไว้อย่างชัดเจน โดยไม่ต้องตีความใดๆ เลย ดังนี้ว่า

โยคาเว ชายเต ภูริ อโยคา ภูริ สงฺขโย
เอตํ เทฺวตปถํ ญตฺวา ภวาย วิภาวย
จตถตฺตานํ นิเวเสยฺย ยถา ภูริ ปวฑฺฒติ

ปัญญาเกิดขึ้น เพราะความประกอบ
ไม่ประกอบ ปัญญาก็หมดสิ้นไป
บุคคลผู้รู้ทางแห่งความเจริญ และความเสื่อม
ทั้ง ๒ ทางนี้ แล้ว
พึงตั้งตนไว้ในทางที่ปัญญาจะเจริญ

ยังมีพระสูตร (นาวาสูตร) ที่ทรงตรัสรองรับและเชื่อมโยงกัน ไว้ว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุไม่ประกอบภาวนานุโยคอยู่
จะพึงเกิดความปรารถนาอย่างนี้ว่า
ไฉนหนอ ขอจิตของเราพึงพ้นจากอาสวะ เพราะไม่ถือมั่น ดังนี้ ก็จริงอยู่
ถึงอย่างนั้น จิตของเธอย่อมไม่พ้นไปจากอาสวะเพราะไม่ถือมั่นได้เลย

ข้อนั้นเพราะเหตุไร ข้อนั้นพึงกล่าวได้ว่า
เพราะเธอไม่อบรม เพราะไม่อบรมอะไร

เพราะไม่อบรมสติปัฏฐาน ๔
เพราะไม่อบรมสัมมัปปธาน ๔
เพราะไม่อบรมอิทธิบาท ๔
เพราะไม่อบรมอินทรีย์ ๕
เพราะไม่อบรมพละ ๕
เพราะไม่อบรมโพชฌงค์ ๗
เพราะไม่อบรมอริยมรรคมีองค์ ๘

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุประกอบภาวนานุโยคอยู่
ถึงจะไม่เกิดความปรารถนาอย่างนี้ว่า
ไฉนหนอ ขอจิตของเราพึงพ้นจากอาสวะเพราะไม่ถือมั่น ดังนี้ ก็จริงอยู่
ถึงอย่างนั้น จิตย่อมพ้นจากอาสวะเพราะไม่ถือมั่น
ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร ข้อนั้นพึงกล่าวได้ว่า
เพราะว่าเธออบรม เพราะอบรมอะไร

เพราะอบรมสติปัฏฐาน ๔
เพราะอบรมสัมมัปปธาน ๔
เพราะอบรมอิทธิบาท ๔
เพราะอบรมอินทรีย์ ๕
เพราะอบรมพละ ๕
เพราะอบรมโพชฌงค์ ๗
เพราะอบรมอริยมรรคมีองค์ ๘

“บุคคลรู้ทางแห่งความเจริญ และความเสื่อม ทั้ง ๒ ทางนี้ แล้ว
พึงตั้งตนไว้ในทางที่ปัญญาจะเจริญ”

นี่คือ “ปัญญาในพระพุทธศาสนา – ธรรมอันงามในที่สุด” ซึ่งแตกต่างไปจาก ความเฉลียวฉลาด หรือ “ปัญญาในทางโลก” อย่างสิ้นเชิง ปัญญาในพระพุทธศาสนานั้น เป็นความสามารถของจิตในการสลัดปล่อยวางอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดออกไปได้อย่างรวดเร็ว เรียกว่า “รู้เห็นตามความเป็นจริง” คือ รู้ว่า ที่นี่วุ่นวายหนอ ที่นี่ขัดข้องหนอ และสามารถนำจิตของตนไปสู่ ที่นี่ประณีตหนอ ที่นี่สงบหนอ ได้ในทันทีทันใดเมื่อกระทบอารมณ์ เป็นการรู้เห็นตามความเป็นจริง (วิปัสสนา) ตามที่พระสูตรได้กล่าวไว้ นั่นคือ จิตของตนต้องได้รับการอบรมฝึกฝนสมาธิอย่างจริงจังต่อเนื่อง จนจิตเข้าสู่ความสงบตั้งมั่นได้อย่างรวดเร็ว เพียงแค่ลัดนิ้วมือเดียว จิตย่อมเข้าสู่ความสงบตั้งมั่นได้ในทันที ชั่วขณะจิตเดียว เอวัง.

พระภัทรสิทธิ์ อภินันโท
เทศนาธรรม ๑๐ มกราคม ๒๕๖๕

Tagged with: , ,
Posted in ธรรมะ

มาสร้างสติแนบกาย เพื่อชีวิตที่ดีรับปีใหม่

🌷 มาสร้างสติแนบกาย เพื่อชีวิตที่ดีรับปีใหม่

วันอาทิตย์ที่ ๒ มกราคม ๒๕๖๕ ตรงกับวันพระแรม ๑๔ ค่ำ เดือนอ้าย (๑) ปีฉลู

เจริญสุข สวัสดี ในวาระดิถีขึ้นปีใหม่นี้ อาตมาภาพขออาราธนาคุณพระพุทธ คุณพระธรรม คุณพระสงฆ์ ขอพระรัตนตรัย จงประทานพรใดอันประเสริฐ พรนั้นจงสถิตอยู่กับสาธุชนทั้งหลายทุกๆ ท่านเถิด

พรที่ญาติโยมทั้งหลายได้รับแน่ๆ ก็จากการได้ฟังพระธรรมเทศนา แล้วน้อมนำเข้ามาใส่ตน โอปนยิโก เพราะเป็นนิยานิกธรรม เป็นธรรมอันเป็นเครื่องออกจากทุกข์ ต้องอาศัยความเพียรเพ่ง พยายามสร้างสติให้มีขึ้น ให้เกิดขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวมากๆ

แต่ในปัจจุบันนี้นั้น ญาติโยมพุทธบริษัทส่วนใหญ่มักให้ความใส่ใจในพิธีกรรมและความเชื่อทางศาสนาชนิดปลงใจเชื่อในแบบสืบต่อๆ กันมา หรือฟังตามๆ กันมา หรือไม่ก็เป็นแบบมงคลตื่นข่าว ซึ่งไม่เคยที่จะได้สอบสวน เทียบเคียง ตรวจสอบ ที่มาที่ไปให้ดีเสียก่อน ถามว่าเป็นเรื่องเสียหายมั้ย ต้องว่าไม่ ถ้าเรื่องดังกล่าวที่ว่ามานั้น ไม่ใช่เป็นไปเพื่อการหลอกลวงให้เสียทรัพย์สินเงินทอง หรือเสียผู้เสียคน ไปด้วยความโลภ ความหลงงมงาย

พระพุทธองค์จึงได้ทรงสอนให้มีสติ หรือการสร้างสติให้เกิดขึ้นมีขึ้นในตน เมื่อเราขาดสติเป็นตัวกำกับเสียแล้ว จิตของเราย่อมตกไปในทางจมติดอยู่กับโลก พร้อมที่จะเชื่ออะไรง่ายๆ พร้อมที่จะหลงใหลได้ปลื้มไปกับสิ่งต่างๆ ได้ง่ายเช่นกัน ด้วยความโลภ ความโกรธ ความหลง ที่เป็นเครื่องครอบคลุม ห้อมล้อมเราไว้

ทุกวันนี้จึงได้มีการเข้าวัด เพื่อแสวงหาสิ่งดีๆ ที่เป็นบุญ เป็นกุศล เป็นมงคล เพื่อไม่ให้ชีวิตของตนเองนั้น ต้องตกต่ำไปกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน และขอให้ดียิ่งๆ ขึ้นไปอย่างมากๆ คือพูดง่ายๆ คือ คำว่า ขอให้รวย ขอให้รวย นั่นเอง เสียเป็นส่วนมาก แต่ก็มีอยู่จำนวนหนึ่งที่เข้าวัดเพื่อแสวงหาหวังการหลุดพ้นจากทุกข์จริงๆ แต่ที่หวังหลุดพ้นนั้นโดยมากเพียงขอให้หลุดพ้นจากสิ่งที่ไม่ดี ไม่เป็นมงคล เป็นอุปสรรคกับตนเท่านั้น

พระท่านเองก็พยายามที่จะชี้แนะให้ญาติโยมได้รู้ได้เห็นถึงความสำคัญของทาน ศีล ภาวนา นั่นแหละที่แก้ได้ทุกอย่างซึ่งเป็นเรื่องราวในโลก โดยไม่ต้องร้องขอ สวดอ้อนวอน หรืออธิษฐานใดๆ เลย เพราะทานที่เราได้ทำไว้นั้น ย่อมให้ผล บุคคลที่รวยด้วยทรัพย์สมบัติต่างๆ นั้น ไม่ใช่เกิดจากการร้องขอ อ้อนวอน หรืออธิษฐานใดๆ เลย แต่เกิดจากการที่ตนเองได้เคยสร้างสมทานบารมีไว้เป็นเสบียงทิพย์มาก่อน เมื่อถึงคราวถึงวาระ ทานบารมีหรือเสบียงทิพย์นั้นจึงให้ผล แต่กลับเข้าใจไปเองว่าเกิดจากการที่ตนเองร้องขอสวดอ้อนวอน อธิษฐานเอา เพียงเพื่อให้บุคคลอื่นเกิดการอิจฉาตาร้อนในโชคลาภของตนเท่านั้น

ส่วนศีลนั้นถ้าใครรักษาไว้ได้ ย่อมทำให้งามทั้งกายวาจาและจิตใจ แต่ที่สำคัญที่สุดคือ การภาวนา ในตำราพุทธศาสนา ท่านให้ความหมายไว้ว่า การทำให้มี ให้เป็น การทำให้เกิดขึ้น การเจริญ การบำเพ็ญ การพัฒนาทั้งหมดนี้ คือ การกระทำหรือพัฒนาให้จิตของตน มีสติแนบอยู่กับกาย เวทนา จิต ธรรม หรือที่เรียกว่า สติปัฏฐาน ๔ จึงได้น้อมนำเอาประโยชน์ของสติปัฏฐาน ๔ คือ มีสติแนบอยู่ที่ฐานของที่ตั้งสติอย่างต่อเนื่องเนืองๆ ดังนี้

🌷 สติปัฏฐาน ๔ (การใช้สติอย่างไม่ขาดสายให้เข้าไปตั้งอยู่ในที่ ๔ แห่ง)

คำสั่งสอนของพระพุทธองค์ ที่ได้เสด็จออกประกาศเป็นศาสนาไปในอาณาบริเวณอันกว้างใหญ่ไพศาลของชมพูทวีป หรือประเทศอินเดียในปัจจุบัน เพื่อชำระจิตให้บริสุทธิ์ปราศจากกิเลส ก็คือ สติปัฏฐาน ๔ ซึ่งมีชื่อเรียกได้หลายอย่างตามความเหมาะสม และขนบธรรมเนียมในท้องถิ่นที่ทรงผ่านไปนั้นๆ เช่น ทางสายกลางบ้าง ทางปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์บ้าง อริยมรรคบ้าง มรรคมีองค์ ๘ บ้าง ศีลสมาธิปัญญาบ้าง ซึ่งพระอรรถกถาจารย์เรียกว่า วิปัสสนา

ดังนั้น สติปัฏฐาน ๔ จึงเป็นที่สนใจและยอมรับของชาวพุทธ นักปราชญ์ราชบัณฑิตทั้งหลายเป็นอย่างยิ่ง ที่รวบรวมข้อปฏิบัติทั้งหลายไว้ด้วยกันอย่างถูกต้องและครบถ้วนที่สุด เพราะฉะนั้น พระสูตรดังกล่าวนี้ จึงเป็นหลักธรรมที่สำคัญในพระศาสนา ที่ควรแก่การศึกษาอย่างยิ่ง ผู้ใดไม่ได้ศึกษาและลงมือปฏิบัติจริง ประโยชน์ย่อมผ่านพ้นไปอย่างน่าเสียดายที่สุด เหมือนดังไม่ได้พบพระศาสนาทีเดียว

ที่ว่าใช้สติอย่างไม่ขาดสายให้เข้าไปตั้งอยู่ในที่ ๔ แห่ง คือ เมื่อมีสิ่งใดหรืออารมณ์อย่างใดเกิดขึ้นก็ตาม ให้รักษาควบคุมสติให้ตั้งมั่นอยู่ที่ฐานกาย เวทนา จิต ธรรม แห่งใดแห่งหนึ่ง โดยไม่ให้คลาดเคลื่อนไปอยู่ที่อื่นเลย จึงสามารถตัดอารมณ์กับอาการปรุงแต่งอันเนื่องจากอารมณ์ต่างๆ ได้ ถ้าสามารถรักษาสภาวการณ์เช่นนี้ไว้ได้ตลอดไปแล้ว จิตก็หลุดพ้น

เป็นที่น่าสังเกตว่า ฐานทั้ง ๔ เหล่านี้ ไม่ว่าจะเลือกฐานใดไว้เป็นที่ตั้งของสติก็ตาม ย่อมกระเทือนและส่งผลกระทบไปถึงฐานอื่นที่เหลือ และทำให้ผู้ปฏิบัติคลายความยึดมั่นถือมั่นในอารมณ์กับการปรุงแต่งอันเนื่องจากอารมณ์ (โลก) ตามลำดับเหมือนกันหมด

ทั้งนี้เป็นเพราะอารมณ์ทั้งหลายซึ่งจะเข้ามาถึงจิตนั้น จะต้องผ่านเข้ามาทางฐานกาย เมื่อกระทบอายตนะทางกายแล้ว ก็ย่อมเกิดความรู้สึกทุกข์สุขทางฐานเวทนา เมื่อรู้สึกทุกข์สุขทางเวทนาแล้ว ก็ย่อมปรุงแต่งฐานจิต ให้ยินดียินร้ายขึ้น เมื่อฐานจิตเกิดยินดียินร้าย ก็ย่อมมีสิ่งต่างๆ จากภายนอกมาประกอบเป็นฐานธรรมขึ้น ซึ่งจะต้องละวางออกไปให้หมดสิ้น จนจิตบริสุทธิ์หลุดพ้นจากความเศร้าหมองเหล่านั้นอย่างสิ้นเชิงในที่สุด

🌷 ธรรมะที่เกื้อกูลการปฏิบัติสติปัฏฐาน ๔

จากที่กล่าวมานี้ เราจะเห็นได้ว่าในขณะที่อารมณ์เข้ามากระทบอายตนะทางหนึ่งทางใดนั้น ย่อมกระเทือนฐานทั้ง ๔ อย่างทั่วถึงกันเข้าไปสู่จิต และย่อมทำให้แสดงปฏิกิริยาตอบโต้ออกมามากบ้างน้อยบ้าง ตามความรุนแรงและความประทับใจที่มี

ดังนั้น คุณธรรมเรื่องขันติ (ความอดทน) จึงมีความจำเป็นสำหรับรองรับในเบื้องต้น ในเมื่อมีอารมณ์เข้ามากระทบ หมายความว่า ถ้าขาดคุณธรรมเรื่องขันตินี้เสียแล้ว การปฏิบัติสติปัฏฐานหรือวิปัสสนาจะไม่มีทางสำเร็จได้โดยง่าย ได้แก่ ตีติกขาขันติ อดทนต่ออารมณ์ที่เข้ามายั่วยวน ยั่วยุ อย่างหนึ่ง อธิวาสขันติ อดทนต่อความลำบาก เจ็บไข้ได้ป่วย และทุกขเวทนาต่างๆ และธีติขันติ อดทนต่อความหนาวร้อน หิวกระหาย และหน้าที่การงาน รวม ๓ ประการเหล่านี้ด้วย

🌷 อารมณ์ในสติปัฏฐาน ๔ มี ๒๑ บรรพะ แบ่งออกเป็น

กายานุปัสสนา (ฐานกาย) มี ๑๔ บรรพะ ดังนี้คือ อานาปานสติ ๑ อิริยาบถ ๑ สัมปชัญญะ ๑ ปฏิกูล ๑ ธาตุ ๑ และป่าช้า ๙
เวทนานุปัสสนา (ฐานเวทนา) มี ๙ ข้อ แต่นับรวมเป็นบรรพะเดียวกัน
จิตตานุปัสสนา (ฐานจิต) มี ๑๖ ข้อ แต่นับรวมเป็นบรรพะเดียวกันะ
ธัมมานุปัสสนา (ฐานธรรม) มี ๕ บรรพะ คือ นิวรณ์ห้า ๑ ขันธ์ห้า ๑ อายตนะหก ๑ โพชฌงค์เจ็ด ๑ อริยสัจสี่ ๑

เมื่อรวมทั้ง ๔ ฐานแล้ว จึงมีอารมณ์รวม ๒๑ บรรพะ สำหรับใช้เป็นที่ตั้งของสติเวลาปฏิบัติ ซึ่งต่างกว่าอารมณ์สมถะกัมมัฏฐาน ๔๐ ที่มาในวิสุทธิมรรคของพระอรรถกถาจารย์ ที่ไม่มีกสิณ ๑๐ อัปปมัญญา ๔ อรูป ๔ รวมอยู่ด้วย

สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงที่อยู่อาศัยของจิตเท่านั้น ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา ถ้าจิตของผู้ปฏิบัติยังติดข้องอยู่ จิตนั้นก็ชื่อว่าเป็นสัตว์อยู่ แต่ถ้าปล่อยวางเสียได้ก็ชื่อว่าเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ดังที่ตรัสไว้ในตอนต้นของพระสูตรว่า สตฺตานํ วิสุทฺธิยา แปลว่า เพื่อความหมดจดของสัตว์ทั้งหลาย นั้นทีเดียว

สำหรับอารมณ์สมถะกัมมัฏฐาน ๔๐ ที่มีมาในคัมภีร์วิสุทธิมรรค ซึ่งเป็นปกรณ์พิเศษนอกพระไตรปิฎกนั้น มีกสิณ ๑๐ อสุภะ ๑๐ อนุสติ ๑๐ อัปปมัญญา ๔ อาหาเรปฏิกูลสัญญา ๑ จตุธาตุววัตถาน ๑ อรูป ๔ รวม ๔๐ อย่างเหล่านี้ มีผลเพียงทำให้จิตผู้ปฏิบัติสงบนิ่งอยู่กับอารมณ์ และยึดอารมณ์นั้นๆ อย่างเหนียวแน่น ดังนั้นจึงไม่เกิดปัญญาปล่อยวางแต่ประการใด ด้วยเหตุนี้ผู้ที่หวังความหลุดพ้น จึงต้องเพิกอารมณ์เหล่านี้เสีย แล้วหันมาใช้อารมณ์ ๒๑ บรรพะ อย่างใดอย่างหนึ่งในสติปัฏฐาน ๔ เท่านั้น

อารมณ์ข้ออสุภะ ๑๐ อาหาเรปฏิกูลสัญญา ๑ จตุธาตุววัตถาน ๑ อานาปานสติ ๑ ในสมถะกัมมัฏฐาน ๔๐ ดังกล่าวเหล่านี้ พอจะสงเคราะห์เข้ากับอารมณ์ในกายานุปัสสนาได้ เพราะเหมือนกัน จึงเป็นบาทฐานให้เกิดปัญญาได้

อารมณ์ที่มีอยู่ในสติปัฏฐาน ๔ รวม ๒๑ บรรพะ ดังที่กล่าวมาแล้วเหล่านี้ สงเคราะห์ลงเป็นอริยมรรคมีองค์ ๘ โดยมีสัมมาสมาธิเป็นประธานได้ เมื่อจิตมีสมาธิอยู่ อกุศลก็ย่อมเข้าปรุงแต่งไม่ได้

ดังนั้น จึงต้องปฏิบัติให้ต่อเนื่องเป็นประจำจนเคยชิน สำรวมระวังตัวอยู่เป็นประจำ ผู้ปฏิบัติก็ย่อมได้รับประโยชน์จากการปฏิบัติของตนอย่างแท้จริง ไม่ใช่ทำบ้างหยุดบ้าง แบบที่เรียกกันว่า ไปเข้ากัมมัฏฐานอยู่ระยะหนึ่ง แล้วก็ออกจากกัมมัฏฐานเสียเด็ดขาด คือทิ้งวิธีปฏิบัติอย่างสิ้นเชิง ไม่ฝึกใช้สติกำกับการกระทำต่างๆ ไว้ด้วยตลอดเวลา กิเลสทั้งหลายก็ย่อมพากันหลั่งไหลเข้าสู่จิตของผู้นั้น ตอนออกจากกัมมัฏฐานนั่นเอง

ด้วยเหตุนี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงได้ทรงบัญญัติสติปัฏฐาน ๔ ขึ้น เพื่อให้ผู้ที่นับถือปฏิบัติ ใช้สติตามระลึกอย่างไม่ขาดสายเข้าไปในอารมณ์ที่มีอยู่ในฐานทั้ง ๔ จะได้ไม่เปิดโอกาสให้กิเลสเข้าสู่จิตได้แม้แต่วินาทีเดียว

เพราะฉะนั้นจึงไม่มีการออกจากกัมมัฏฐานตลอดชีวิต ไม่ว่าจะอยู่ที่วัดหรือที่บ้านก็ปฏิบัติได้ ไม่จำเป็นต้องไปอยู่ที่วัดหรือสำนักใดก็ได้ เพียงแต่ปฏิบัติจนรู้จักจิต จับทางเดินของจิต และจำทางเดินของจิตไว้ให้แม่นยำ ในเมื่อมีอารมณ์มากระทบ ผู้ปฏิบัติก็ย่อมได้รับประโยชน์จากการนับถือพระพุทธศาสนาอย่างถูกต้องแล้ว

ใครปฏิบัติมาก สำรวมระวังจิตไว้ดี ก็ย่อมได้ประโยชน์มาก ใครปฏิบัติน้อย สำรวมระวังไม่ดี ก็ย่อมได้ประโยชน์น้อย และใครไม่ปฏิบัติเลย ขาดความสำรวมระวังจิตอย่างสิ้นเชิง ก็ย่อมไม่ได้รับประโยชน์จากการนับถือพระพุทธศาสนานี้ ไม่ได้อยู่ที่การบวชและห่มผ้าเหลืองแต่ประการใดทั้งสิ้น

ดังนั้น ผู้ที่ปฏิบัติตามหลักธรรมเรื่องสติปัฏฐาน ๔ จึงสามารถตรวจสอบที่จิตของตนเองว่า เมื่อมีอารมณ์มากระทบเมื่อใดแล้ว มีพลังสลัดความยึดมั่นถือมั่นในอารมณ์นั้นหรือไม่ กล่าวคือตัดความยินดียินร้ายออกไป และทำให้จิตสงบตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว ได้หรือไม่ ดังนี้

🌷 ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน (ยกเอาสติตามรู้ตามเห็น เข้าไปในธรรมทั้งหลาย)

เป็นสติปัฏฐานข้อสุดท้าย ซึ่งมีอยู่ ๕ บรรพะ ด้วยกัน คือ นิวรณ์ห้า ๑ ขันธ์ห้า ๑ อายตนะหก ๑ โพชฌงค์เจ็ด ๑ อริยสัจสี่ ๑

ดังที่ได้เคยยกมาแสดงไว้ตอนต้นนี้แล้วว่า การปฏิบัติสติปัฏฐานข้อหนึ่งข้อใดก็ตาม ย่อมมีผลทําให้กระเทือนถึงกันและกันโดยตลอด ดังนั้น ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐานจึงเป็นบทสรุปว่า จิตบริสุทธิ์หลุดพ้น ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว ไม่ยินดียินร้าย เมื่อมีอารมณ์มากระทบทางอายตนะใดก็ตาม เพราะจิตได้รับการอบรม จนมีพลังปล่อยวางอารมณ์และอาการของจิตที่เนื่องด้วยอารมณ์ได้อย่างสิ้นเชิง

เพราะฉะนั้น แต่ละบรรพะที่กล่าวถึงนี้ จึงมีองค์ธรรมและสภาวะธรรมเหมือนกัน และสามารถใช้ตรวจดูจิตใจของตนเองว่า จิตใจมั่นคงเพียงใดอย่างหนึ่ง หรือตรวจดูอาการยินดียินร้ายของจิต ที่เนื่องมาจากอารมณ์กระทบอีกอย่างหนึ่ง

นิวรณ์ ๕ (เครื่องกั้นจิตไม่ให้บรรลุความดี ๕ ประการ)
เมื่อมีอารมณ์มากระทบจิต ก็ย่อมผลักดันให้เริ่มแสดงอาการหวั่นไหวทางจิตขึ้นก่อน ซึ่งเรียกว่า นิวรณ์ ดังนั้น ถ้ายังมีนิวรณ์อยู่ตราบใด จิตก็ไม่มีโอกาสเป็นสมาธิอยู่ตราบนั้น ผู้ปฏิบัติจึงต้องรู้วิธีทํานิวรณ์ที่ยังไม่เกิด ไม่ให้เกิด รู้วิธีละนิวรณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว และรู้จักทํานิวรณ์ที่ยังไม่เกิด ไม่ให้เกิดอีกต่อไป ถ้าทําได้ดังนี้แล้ว ก็ย่อมสิ้นสุดกิจในการปฏิบัติแล้ว

ขันธ์ ๕ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า รูปนาม ก็ได้
เมื่อมีอารมณ์ (รูป) มากระทบจิต ความรู้สึก ความจําได้หมายรู้ และความนึกคิด อันเนื่องด้วยอารมณ์นั้นๆ (นาม) ย่อมเกิดขึ้นด้วยเป็นธรรมดา ผู้ปฏิบัติจะต้องเจริญสมาธิ จนทําให้พลังสติสามารถปล่อยวางรูปนามที่เกิดขึ้นได้ ก็ย่อมพ้นทุกข์ แต่ถ้าพลังสติยังไม่สูงพอที่จะปล่อยวางรูปนามได้แล้ว ก็ยังไม่พ้นทุกข์ เมื่อจิตพ้นทุกข์ได้แล้ว รูปนามก็ดับไปเอง แต่จิตหลุดพ้นจากการเข้าไปยึดถือรูปนาม กลายเป็น ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ในที่สุด และสิ้นสุดกิจในการปฏิบัติแล้ว

อายตนะ ๖ (ช่องทางสําหรับรับรู้อารมณ์ต่างๆ ของจิต ๖ ช่อง)
อายตนะ ๖ นี้ อุปมาเหมือนกับคนที่ชะโงกดูทิวทัศน์ทางหน้าต่างของบ้านที่มีอยู่ ๖ หน้าต่างด้วยกัน ดังนั้น หน้าต่างจึงเป็นเพียงช่องทางให้คนดู แลเห็นสิ่งต่างๆ ภายนอกบ้านเท่านั้น ถ้าปิดหน้าต่างเสียให้หมด คนดูก็ยังคงอยู่ในบ้านและรู้ว่ามองไม่เห็นอะไร ข้อนี้ฉันใด จิตก็อาศัยอายตนะ ๖ ช่องนี้ สําหรับรับรู้อารมณ์ภายนอก ถ้าออกไปรับรู้ทางตาก็เป็นจักขุวิญญาณ ทางหูก็เป็นโสตวิญญาณ ทางจมูกก็เป็นฆานวิญญาณ ทางลิ้นก็เป็นชิวหาวิญญาณ สัมผัสทางกายก็เป็นกายวิญญาณ นึกคิดทางใจก็เป็นมโนวิญญาณ แตกต่างกันโดยชื่อช่องทาง แต่จิตผู้รู้เป็นดวงเดียวกัน ข้อนี้ก็ฉันนั้น

เมื่อมีการรับรู้อารมณ์ที่น่ารักน่ายินดีขึ้นทางช่องทางใดปรากฏขึ้นเฉพาะหน้า ก็ให้ดับเสียที่ตรงนั้น บรรพะนี้เน้นหนักให้ใช้สติระวังช่องทางรับรู้อารมณ์ไว้ตลอดเวลา จิตก็หลุดพ้น

โพชฌงค์ ๗ (องค์ธรรมที่ทําให้ตรัสรู้ ๗ ประการ)
เมื่อมีอารมณ์มากระทบ ให้ใช้สติระลึกรู้ตัวเท่าทัน เป็นสติสัมโพชฌงค์
รู้ว่าอารมณ์และอาการของจิตอันเนื่องด้วยอารมณ์นั้นได้เกิดขึ้นแล้ว เป็นธัมมวิจยสัมโพชฌงค์
เพียรละความฟุ้งซ่านหวั่นไหวที่เกิดขึ้นเนื่องจากนั้น เป็นวิริยสัมโพชฌงค์
ละได้สําเร็จและเกิดความอิ่มอกอิ่มใจขึ้น เป็นปีติสัมโพชฌงค์
ละปีติที่เกิดขึ้นได้อีก ก็เกิดความสงบเยือกเย็น เป็นปัสสัทธิสัมโพชฌงค์
จิตสงบเป็นสมาธิและเกิดพลังปัญญาขึ้นด้วย เป็นสมาธิสัมโพชฌงค์
ใช้พลังปัญญาวางเฉยต่ออารมณ์นั้นเสียได้ เป็นอุเบกขาสัมโพชฌงค์

รวมทั้งรู้วิธีที่จะทําให้สัมโพชฌงค์แต่ละอย่างเกิดขึ้น และมีเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย ซึ่งทําให้จิตตรัสรู้เป็นพุทโธ (โพชฺฌ คือ พุทฺธ นั่นเอง)

อริยสัจ ๔
เป็นหลักในการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย ที่ได้ทรงแยกทางเดินของจิตไว้เป็นสองทาง คือ ทางเดินไปสู่ทุกข์ กับ ทางเดินที่ทําให้พ้นทุกข์ เพื่อให้ผู้ปฏิบัติตามรู้จักและเดินตามได้อย่างถูกต้อง ดังรายละเอียดต่อไปนี้ คือ

๑. จิตที่แส่ออกไปรับรู้อารมณ์ภายนอกและเกิดความยินดียินร้าย เป็นสมุทัย
๒. อารมณ์ที่รับเอาเข้ามาทําให้เกิดความวุ่นวาย เป็นทุกข์
๓. เมื่อปฏิบัติสมาธิแล้วเห็นอาการของจิตต่างๆ เป็นมรรค
๔. ปล่อยวางความยินดียินร้ายเสียได้ เป็นนิโรธ

คำว่า นิโรธ นี้ แปลว่า ดับความยินดียินร้ายหรือดับตัณหาลงได้อย่างสิ้นเชิง แต่ในปฐมเทศนานั้น พระพุทธองค์ได้ตรัสว่า นิโรโธ สจฺฉิกาตพฺโพ แปลว่า กระทํานิโรธให้แจ้ง ดังนั้น จึงทรงหมายความว่า นิโรธ คือพระนิพพาน นั่นเอง เพราะฉะนั้น เมื่อหมายความถึงพระนิพพานแล้ว จะแปลว่า ดับ ไม่ได้ทีเดียว ต้องแปลว่า ทําให้แจ้ง คือ เปิดสภาพเดิมอันผ่องใสประภัสสรของจิตให้ปรากฏแจ้งชัดขึ้น อุปมาดังเมฆหมอกเคลื่อนตัวออกไป เปิดสภาพอันสว่างโพลงของดวงอาทิตย์ให้แจ่มแจ้งขึ้นตามเดิม ฉะนั้น

🌷 🌷 🌷

ความหมายของสติปัฏฐาน จากพจนานุกรมพุทธศาสตร์ คือ ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งสติ ข้อปฏิบัติมีสติเป็นประธาน การตั้งสติที่ฐาน รู้ทันโดยปัญญาพิจารณาสิ่งทั้งหลายให้รู้เห็นเท่าทันตามความเป็นจริง การมีสติกำกับดูสิ่งต่างๆ และความเป็นไปทั้งหลายโดยปัญญารู้เท่าทันตามสภาวะของมัน ไม่ถูกครอบงำด้วยความยินดียินร้ายที่ทำให้มองเห็นเพี้ยนไปตามอำนาจกิเลส

การจะรู้เห็นเท่าทันตามความเป็นจริงได้นั้น เราต้องหมั่นฝึกฝนอบรมจิตของตน ให้มีสติแนบกายกำกับไว้อย่างต่อเนื่องเนืองๆ เท่าที่มีความหมั่นเพียรสามารถที่จะทำได้ แต่ต้องหมั่นกระตุ้นตนเองบ่อยๆ ในขณะที่ความหมั่นเพียรย่อหย่อนลง ทำให้รู้จักจิตของตนเองได้ดีขึ้น

ดังมีบาลีธรรมบทดังนี้ อชฺฌตฺตํ สมยํ จิตฺตํ สนฺติ เมวา ธิคจฺฉติ เมื่อปฏิบัติจนเข้าถึงจิตตัวในแล้ว เราย่อมเข้าสู่ความสงบ เมื่อจิตของตนรู้จัก ที่นี่สงบหนอ เอตํ สนฺตํ ที่นี่ประณีตหนอ เอตํ ปณีตํ ย่อมต้องรู้จักอารมณ์ที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามว่า ที่นี่วุ่นวายหนอ ที่นี่ขัดข้องหนอ บุคคลเช่นนี้ย่อมได้สมาบัติ (ภาวะสงบประณีต) ซึ่งพึงเข้าถึง อันเป็นธรรมเครื่องอยู่ในชีวิตประจำวัน ย่อมมีสติ มีสัมปชัญญะ ข้อนี้เป็นเพราะ บุคคลนั้นกำหนดนิมิตหมายแห่งจิตของตนได้ คือ รู้จักฐานที่ตั้งของสตินั่นเอง เมื่อสติเกิดขึ้นแล้ว คุณธรรมทั้งหลายย่อมเกิดขึ้น ความรู้สึกนึกคิดของบุคคลนั้นย่อมเป็นไปในฝ่ายกุศลเท่านั้น มีระเบียบและพิจารณาดำเนินการสิ่งใด สิ่งนั้นย่อมออกมาในทิศทางที่ถูกต้องไปด้วย เป็นธรรมดา

ในปัจจุบันนี้ชาวพุทธส่วนใหญ่กำลังพากันหลงลืมงานสร้างสติให้เกิดขึ้นกับตนเอง ซึ่งเป็นงานที่สำคัญอย่างยิ่งกับชีวิตความเป็นอยู่ของตนทั้งภพนี้และภพหน้า กลับไปให้ความสนใจกับการให้ทาน เพื่อแข่งขันอวดบารมี ความร่ำรวยที่ฉาบฉวยใส่กันเท่านั้น แล้วศีลล่ะ ก็รับๆ ไปตามประเพณีนิยมที่ทำกัน เป็นการรับมาเพื่อกองไว้จนสูงเท่าภูเขาเลากา โดยไม่เคยคิดจะรักษาไว้ เพื่อไม่ให้ขาดทะลุ หรือด่างพร้อยเลยโดยเฉพาะข้อที่ ๔ มุสาวาทาเวรมณี ซึ่งชาวพุทธเราตกข้อนี้เสียส่วนใหญ่

มีพุทธพจน์ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลยังไม่ละธรรมข้อหนึ่ง คือการพูดปด (มุสาวาท) ทั้งๆ ที่รู้อยู่ เราย่อมไม่กล่าวว่า มีบาปกรรมอะไรบ้าง ที่บุคคลผู้นั้นจะทำไม่ได้

ปีใหม่นี้ อาตมาภาพขอเชิญชวนให้ชาวพุทธทั้งหลาย หันกลับมาสนใจในการสร้างสติให้กับตนเอง เพื่อความอยู่เย็นเป็นสุขของครอบครัวที่ดีขึ้น เพราะเป็นการลงทุนน้อยที่สุด แต่ให้ผลมากที่สุด โดยการลงทุนไปนั้น ก็ไม่เป็นหมัน ไม่สูญเปล่า ไม่หายไปไหน ลงทุนมากได้มาก ลงทุนน้อยได้น้อย ทุนที่ต้องลงไปนั้น ก็แค่วันเวลาที่ผ่านไป เรากลับมาทำให้เกิดประโยชน์ มีสติคอยระลึกรู้อยู่ที่กายที่รู้สึกได้ถึงลมหายใจเข้าและลมหายใจออก ลมหายใจเข้าออกนั้น ก็เป็นเครื่องมือที่มีอยู่แล้วทุกๆ คน โดยไม่ต้องจัดหามา เมื่อระลึกรู้อยู่ที่กาย ณ จุดใดที่ชัดเจน ก็คอยหมั่นประคองจิตของตนให้รู้ชัดอยู่ตรงนั้น ที่เรียกว่า นิมิตหมายแห่งจิต หรือสติปัฏฐาน นั่นเอง เอวัง.

พระภัทรสิทธิ์ อภินันโท
เทศนาธรรม ๒ มกราคม ๒๕๖๕

Tagged with:
Posted in ธรรมะ

ความไม่ประมาทเป็นทางอันไม่ตาย

💝 ความไม่ประมาทเป็นทางอันไม่ตาย

วันจันทร์ที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๖๔ ตรงกับวันพระแรม ๘ ค่ำ เดือนอ้าย (๑) ปีฉลู

เจริญสุข สวัสดี ในวาระใกล้ปีใหม่นี้ที่จะถึง วันพระนี้อาตมาภาพน้อมนำเอา อัปปมาทธรรม มาให้ฟังกันเพื่อยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมทั่วทุกตัวตน

🌷 อัปปมาทธรรม (ธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งความไม่ประมาทมัวเมาในอารมณ์ทั้งปวง)

บรรดาคำสั่งสอนทั้งหมดของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ได้ทรงประกาศตั้งแต่ได้ตรัสรู้ จนถึงวันเสด็จดับขันธ์สู่พระปรินิพพาน รวมเป็นเวลา ๔๕ ปีนั้น สามารถสรุปลงเหลือเป็นข้อสำคัญได้ คือ อัปปมาทธรรม ซึ่งหมายถึง ความไม่ประมาทมัวเมาในอารมณ์ทั้งปวง

ดังพระปัจฉิมโอวาท ต่อไปนี้คือ “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราขอกล่าวเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมสิ้นไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงยังประโยชน์ตนและประโยชน์ท่าน ให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด”

ตามพุทธโอวาทที่ยกมานี้ แสดงว่า อัปปมาทธรรม เป็นข้อสรุปรวมของพระธรรมคำสั่งสอนทั้งหมดในพระศาสนานี้ ซึ่งพระพุทธองค์ทรงเน้นตรงไปที่ การฝึกฝนให้มีสติคอยระวังอารมณ์ต่างๆ ที่เข้ามากระทบในชีวิตประจำวันของแต่ละคนโดยเฉพาะ ทั้งนี้เพราะอารมณ์เป็นปัจจัยสำคัญ ที่ชักนำให้คนประพฤติดีก็ได้ ประพฤติชั่วก็ได้ แล้วแต่ว่าจะปรุงแต่งจิตใจให้เกิดความรู้สึกอย่างไร จึงทรงวางหลักธรรมเรื่อง ศีล สมาธิ ปัญญา ไว้ให้ปฏิบัติ ดังเป็นที่ทราบกันอยู่

การปฏิบัติตามหลักธรรมเรื่อง ศีล สมาธิ ปัญญานี้ จะทำให้ศึกษาและรู้จักอารมณ์ตามความเป็นจริงว่า ไม่มีแก่นสารที่สามารถยึดถือและนำครอบครัวได้อย่างถาวรแต่ประการใด จึงต้องฝึกให้มีสติคอยระวัง มิให้เข้ามาปรุงแต่งจิตใจ ทำให้เสียคุณภาพเดิมไปในขณะที่กำลังเข้ามากระทบ ถ้าไม่ระวังไว้ให้ดีแล้ว อารมณ์ก็ย่อมชักนำจิตใจให้ซัดส่ายฟุ้งซ่านไปได้เป็นธรรมดา และทำให้ผู้นั้นประพฤติตนไปตามความพอใจได้

ดังนั้น หลักธรรมเรื่องศีล สมาธิ ปัญญา จึงมีความจำเป็นที่สุดสำหรับสังคม ที่ควรจะนำมาปฏิบัติเพื่อความเป็นผู้ไม่ประมาทมัวเมาในอารมณ์ทั้งปวง ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหายุ่งยากทางสังคมให้หมดไปได้อย่างแท้จริง เพราะว่าในขณะที่มีอารมณ์มากระทบจิตแต่ละอารมณ์นั้น
ศีล จะควบคุมกายวาจาให้อยู่ในสภาพปรกติ ไม่ประพฤติสิ่งใดให้เป็นที่เดือดร้อนแก่สังคม
สมาธิ จะทำให้จิตใจตั้งมั่น และ
ปัญญา จะสลัดความยึดมั่นถือมั่นในอารมณ์นั้นๆ ให้หมดไปโดยลำดับ จนอารมณ์ไม่สามารถปรุงแต่งจิตได้ในที่สุด กลายเป็น กระทบก็สักแต่ว่ากระทบ เท่านั้น

การฝึกจิตให้มีพลังถึงขั้นนี้ได้ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องอาศัยสมาธิเป็นบาทฐานด้วยตลอดเวลา ไม่ว่าอารมณ์จะกระทบเข้ามาทางหนึ่งทางใดก็ตาม ผู้ปฏิบัติจึงพบความจริงว่า ได้พ้นจากอารมณ์ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดตายตามสภาพของเขาแล้ว ส่วนตัวเองนั้นดำรงสภาพ “รู้” อยู่ตลอดทุกกาลสมัย ไม่ได้ดับตายหายสูญไปไหน

ทั้งนี้หมายความว่า สิ่งที่เกิดตายนั้นคือ อารมณ์ ซึ่งเป็นสิ่งภายนอกทั้งหลาย แต่ตัวเองนั้น “รู้” อยู่เสมอว่า ทรงสภาพรู้ของตนเองอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าสิ่งเหล่านั้นจะเกิดขึ้นหรือตายไปกี่ครั้งกี่หนก็ตาม จึงเป็นผู้ไม่ตายอีกต่อไป ดังนั้นจึงได้ชื่อว่า เป็นผู้ไม่ประมาท

ส่วนผู้ที่ยังยึดมั่นถือมั่นในอารมณ์ซึ่งเป็นของที่เกิดตายอยู่นั้น ย่อมได้ชื่อว่า เป็นผู้ประมาท ผู้นั้นย่อมรู้สึกว่าตนเองยังต้องหวั่นไหว และพลอยเกิดตายไปกับอารมณ์ภายนอกด้วย ทั้งๆ ที่ตัวเองไม่ได้เกิด และไม่ได้ตายเลยแต่ประการใดทั้งสิ้น

มีพระบาลีในธรรมบทรับรองไว้ ดังนี้ คือ

“อปฺปมาโท อมตํ ปทํ, ปมาโท มจฺจุโน ปทํ, อปฺปมตฺตา น มิยฺยนฺติ เย ปมตฺตา ยถา มตา” แปลว่า “ความไม่ประมาทเป็นทางอันไม่ตาย ความประมาทเป็นทางแห่งความตาย ผู้ไม่ประมาทย่อมไม่ตาย คนที่ประมาทเหมือนคนที่ตายแล้ว”

ทั้งนี้หมายความว่า ผู้ที่มีพลังสมาธิน้อย จิตย่อมหวั่นไหวตามอารมณ์ไปด้วย อัปปมาทธรรมก็ย่อมไม่มีที่จิตของผู้นั้น ถ้าปรารภสิ่งใดขึ้นมาเป็นอารมณ์ก็ตาม เช่นนึกถึงรูปร่างกายขึ้นมา เป็นต้น ก็เข้าใจว่าตัวเองเกิดมาพร้อมกับร่างกาย พอร่างกายแก่หรือตาย ก็เข้าใจว่าตัวเองแก่หรือตายตามร่างกายไปด้วย โดยถือเอาร่างกายเป็นหลักเกณฑ์

แต่ผู้ที่มีพลังสมาธิมาก ย่อมรู้ชัดว่าตัวเองคือผู้ทำหน้าที่รู้เรื่องราวต่างๆ เช่น เมื่อปรารภถึงร่างกาย เกิดขึ้นก็รู้ ผมหงอก – ฟันหัก – เนื้อหนังเหี่ยวย่นแล้วก็รู้ เป็นต้น ครั้นเมื่อปรารภถึงลมหายใจขึ้นมา ลมหายใจเกิดขึ้นก็รู้ ลมหายใจดับไปก็รู้ ดังนี้ เป็นต้น

มีพุทธพจน์ที่ตรัสกับพระราหุลยืนยันอยู่ชัดเจน ดังนี้

“เอวํ ภาวิตาย ราหุล อานา ปานสฺสติยา, เอวํ พหุลีกตาย, เยปิ เต จริมกา อสฺสาส ปสฺสาส, เตปิ วิทิตา นิรุชฺฌนฺติ โน อวิทิตาติ” แปลว่า “ดูก่อนราหุล เมื่ออานาปานสติที่บุคคลเจริญแล้วอย่างนี้ ทำให้มากแล้วอย่างนี้ ลมหายใจออก ลมหายใจเข้าทั้งหลาย เหล่านั้น อันใดอันจะมีในเวลาตาย แม้ลมเหล่านั้นจะดับก็รู้ได้ จะดับโดยไม่รู้ หามิได้เลย”

🌷 ความตาย

ความตาย เป็นรูปแบบการเปลี่ยนแปรครั้งสุดท้ายของรูปร่างกาย หลังจากที่ได้ประชุมปรุงแต่งขึ้นมาแล้ว พระพุทธองค์ ทรงหมายความถึง แตกแยกออกจากการประชุมพร้อมของ ธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศธาตุ และวิญญาณธาตุ (จิต) แยกตัวออกไปผสมกับกลุ่มธาตุผสมกลุ่มอื่นต่อไป ตามเหตุปัจจัย ขณะสิ้นใจ

พูดให้ชัดเจนขึ้นก็คือ วิญญาณธาตุ (จิต) จุติ (เคลื่อน) ออกจากรูปร่างกาย ซึ่งได้ปรวนแปรแตกแยกไป จนไม่สามารถกลับคืนมาสู่สภาพปรกติ, เท่านั้น ไม่ได้ดับตายหายสูญไปไหน

โปรดดูคำจำกัดความของคำว่า ความตาย ในสติปัฏฐานสูตร ซึ่งว่าไว้ดังนี้ คือ ความจุติ, ความเคลื่อนไป, ความแตกทำลาย, ความหายไป, มฤตยู, ความตาย, ความทำกาละ, ความแตกแห่งขันธ์, ความทิ้งซากศพไว้, ความขาดไปแห่งชีวิตินทรีย์ ซึ่งเป็นเรื่องที่จิตแยกออกจากรูปร่างกายนี้ทั้งสิ้น

เราจะเห็นได้ว่า จิตไม่ใช่สภาพธรรมที่ตาย แต่ได้เข้ามายึดถือและปฏิสนธิรวมอยู่กับร่างกายซึ่งจะต้องตายตามอายุขัย เมื่อร่างกายถึงเวลาแตกตายลง ก็เข้าใจว่าตนพลอยตายไปตามร่างกายด้วย ทั้งๆ ที่ตัวเองไม่ได้ตายเลย

สิ่งที่เกิด แก่ เจ็บ ตาย คือ รูปร่างกาย ซึ่งเป็นสังขารธรรมที่ประชุมพร้อมกันขึ้นมาฝ่ายรูปธรรม เรียกว่า มหาภูตรูป ๔ ด้วยเหตุนี้ ความตายจึงมีขึ้นแก่ผู้ที่ยึดเอารูปร่างกายซึ่งเป็นสังขารธรรม เข้ามาเป็นอัตตาตัวตนของตนเองเข้า กล่าวคือ เมื่อรูปร่างกายแก่ ก็ว่าเราแก่ เมื่อรูปร่างกายเจ็บไข้ ก็ว่าเราเจ็บไข้ และเมื่อรูปร่างกายตาย ก็ว่าเราตาย ทั้งๆ ที่ตัวเราจริงๆ ไม่เคยเกิด ไม่เคยแก่ ไม่เคยเจ็บไข้ และไม่เคยตายมาเลย ไม่ว่าตั้งแต่ครั้งไหนๆ ก็ตาม

เพราะฉะนั้น ถ้าเรา (จิต) ไม่เข้าไปยึดถือรูปร่างกายอย่างสิ้นเชิงเมื่อใด ก็ย่อมพ้นจากความตายเมื่อนั้น นับเป็นการพ้นทุกข์ในพระพุทธศาสนานี้ ดังพุทธพจน์ที่ได้ตรัสกับโมฆราชมาณพ ต่อไปนี้คือ

“สุญฺญโต โลกํ อเวกฺขสฺสุ โมฆราช สทา สโต อตฺตานุทิฏฺฐึ อูหจฺจ เอวํ มจฺจุตฺตโรสิยา เอวํ โลกํ อเวกฺขนฺตํ มจฺจุราชา น ปสฺสติ” แปลว่า “ดูก่อนโมฆราช ท่านจงเป็นคนมีสติพิจารณาโลก (สังขาร) ให้สูญสิ้นจากการยึดถือว่าเป็นอัตตาตัวตนทุกเมื่อเถิด ท่านจะพึงข้ามพ้นจากความตายเสียได้ ด้วยการพิจารณาอย่างนี้ พระยามัจจุราชกจะแลไม่เห็นท่าน ดังนี้”

สรุปความแล้ว ถ้าหากว่าไม่ได้อบรมจิตตามหลักธรรมเรื่องศีล สมาธิ ปัญญา ในพระพุทธศาสนา ก็ยังรู้ผิดและติดข้องอยู่ในอารมณ์ที่น่ารักน่าพอใจ และประพฤติตนในทางที่จะให้ได้รับอารมณ์ที่น่ารักน่าพอใจมาครอบครองเสมอ แต่เนื่องจากจิตไม่มีรูปร่างที่จะติดต่อกับอารมณ์โดยตรงได้ จึงต้องใช้รูปร่างกายสำหรับเป็นเครื่องมือติดต่อกับอารมณ์ด้วยเสมอ ครั้นรูปร่างกายเสื่อมสลายและตายลงในที่สุด จิตก็ยังติดใจในรสชาดของอารมณ์ที่ได้เคยเสพตลอดเวลาที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นเหมือนเดิม จึงเท่ากับได้สร้างคติอันประทับใจไว้แล้วโดยอัตโนมัติ เมื่อร่างกายตายลงเมื่อใด ก็ต้องไปตามทางของตนเอง เพื่อไปเสพอารมณ์ที่พอใจอีกต่อไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และต้องสร้างร่างกายที่เหมาะกับสภาพของอารมณ์ไว้ เป็นเครื่องมือติดต่อกันด้วย

🌷 คติ (ทางที่ไปของสัตว์)

คติหรือทางที่ไปของสัตว์ แบ่งออกเป็น ๒ คือ สุคติ (ทางไปสู่ที่ดี) และทุคติ (ทางไปสู่ที่ชั่ว) สัตว์ที่ไปอยู่อบายภูมิ ได้แก่ เปรต นรก อสรุกายและสัตว์เดรัจฉาน จัดเป็นทุคติภูมิ สัตว์ที่ไปสู่มนุษย์ เทพ พรหม จัดเป็นสุคติภูมิ

๑. อบายภูมิ ๔ เป็นคติของสัตว์ที่ล่วงละเมิดศีลของตนโดยจงใจและไม่อาย รวมทั้งผู้ที่ประกอบอนันตริยกรรม ๕ ไว้ด้วย เฉพาะฆราวาส หมายถึง ล่วงละเมิดศีล ๕ ถ้าเจตนาล่วงละเมิดศีลด้วยอำนาจโทสะก็ไปนรก ถ้าละเมิดศีลด้วยอำนาจโลภะก็ไปเปรต อสุรกาย ถ้าละเมิดด้วยอำนาจโมหะก็ไปสัตว์เดรัจฉานซึ่งจัดว่าเป็นทุคติภูมิทั้งสิ้น

๒. มนุสภูมิ ๑ สัตว์ที่ประกอบกรรมตามหลักเบญจศีล – เบญจธรรม ซึ่งได้แก่ เมตตา กรุณา สัมมาชีพ สันโดษเฉพาะภรรยาตน สัจจะวาจา และมีสติสัมปชัญญะดี ย่อมมาสู่มนุษยภูมิ ซึ่งจัดว่าเป็นสุคติภูมิ

๓. เทวภูมิ ๖ คือสัตว์ชั้นเทพที่ท่องเที่ยวไปในอารมณ์อันน่ารักใคร่ ๖ ชั้น ประกอบแต่กุศลและมีหิริโอตัปปะด้วยความสงบตั้งมั่น ดังพระบาลีว่า “หิริโอตฺตปฺป สมฺปนฺนาสุกฺกธมฺม สมาหิตา สนฺโต สปฺปุริสา โลเก เทวฺธมฺมา ตีวุจฺจเร” แปลว่า” เราเรียกสัตบุรุษผู้สงบตั้งมั่น ประกอบแต่กุศลด้วยหิริโอตัปปะว่าเป็นเทวธรรม” จัดเป็นสุคติภูมิ ๖ ชั้น

๔. รูปพรหม ๑๖ คือสัตว์ที่ประกอบรูปาวจรกุศล บำเพ็ญรูปฌาน ๔ มีกสิณ ๑๐ อนุสติ ๑๐ อสุภะ ๑๐ อัปปมัญญา ๔ อาหาเรปฏิกูลสัญญา ๑ จตุธาตุววัตถาน ๑ จัดเป็นสุคติภูมิที่ปราศจากกาม ๑๖ ชั้น

๕. อรูปพรหม ๔ คือสัตว์ที่ประกอบด้วยอรูปาวจรกุศล บำเพ็ญอรูปฌาน ๔ ซึ่งปราณีตยิ่งกว่ารูปาวจรกุศล ไม่มีรูปและปราศจากกาม ๔ ชั้น จัดเป็นสุคติภูมิชั้นสูงสุดในโลกนี้

🌷 คนสามัญตายแล้วต้องเกิดอีก

ปัญหานี้ คนรุ่นหนุ่มสาวที่สนใจศึกษาธรรมะและผู้ที่อยู่ในวงการศาสนาเป็นจำนวนมาก มักยกขึ้นมาไต่ถามกันเสมอว่า คนตายแล้ว ไปเกิดอีกหรือไม่ ถ้าไปเกิดอีก อะไรไปเกิด และไปเกิดอย่างไร ดังนี้เป็นต้น

ผู้ที่ถูกถามปัญหาดังกล่าวนี้ จะรู้สึกว่าที่ๆ ตนนั่งอยู่นั้น ร้อนเป็นไฟทีเดียว บางคนก็สายหน้า หาทางเลี่ยงหนีจากการสนทนาทันที บางคนก็ทำเมิน เสแสร้งว่าไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอะไรเลย สู้พูดกันเรื่องปฏิบัติไม่ได้ บางท่านก็กลัวว่าจะเป็นอันตคาหิกทิฏฐิ อยู่นอกศาสนาพุทธ บางท่านก็ยอมรับเสียตรงๆ ว่าอธิบายยาก เลยผลักให้ตายสูญไปเสีย จะได้หมดเรื่องหมดราวก็มี ดังนี้เป็นต้น

ปัญหาข้อนี้ กล่าวโดยความจริงแล้ว พระพุทธองค์ได้ทรงสั่งสอนตลอดพุทธกาล และทรงย้ำนักหนาทีเดียวว่า สัตว์ที่ยังไม่หมดกิเลส จะต้องไปเกิดใหม่อีกเสมอ เช่นเดียวกับพระองค์ซึ่งได้ทรงเวียนว่ายตายเกิดมานับครั้งไม่ถ้วนมาแล้วเหมือนกัน ดังนั้น จึงเป็นปัญหาอันสำคัญที่ผู้ศึกษาธรรมะ จะต้องค้นคว้าสอบสวนให้รู้เรื่องราวตามความเป็นจริง โดยไม่เชื่ออะไรง่ายๆ

เพราะเท่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ มีคนที่เชื่อว่าตายแล้วสูญอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน เมื่อเป็นเช่นนี้ เขาก็ขีดวงจำกัดลงไปว่า จะต้องรับกรรมดีกรรมชั่วก็เฉพาะในขณะที่มีชีวิตอยู่เท่านั้น ตายแล้วก็แล้วกันไป เพราะฉะนั้น จึงเกิดข้อคิดตามมาว่า พระอรหันต์ทั้งหลายซึ่งได้ปฏิบัติตามหลักมรรคมีองค์ ๘ มาแล้ว ย่อมมีสภาพพ้นทุกข์ เหมือนกับนักโทษที่ถูกประหารชีวิตเมื่อตายแล้วเท่านั้น ดังนั้นข้อปฏิบัติดังกล่าวนี้ จึงไม่มีความจำเป็นสำหรับสังคม หลักของกรรมที่ได้ทรงแสดงไว้ก็ย่อมล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง ความอุบัติขึ้นของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ย่อมเป็นโมฆะไปเสีย, ทุกประการ

ถ้าไม่ใช่ตายแล้วสูญ ดังว่านี้แล้ว ก็ต้องหมายความว่า คนสามัญตายแล้วก็ต้องไปเกิดอีกอย่างไม่มีปัญหา จึงเป็นการสมควรที่จะได้ค้นคว้าให้รู้เรื่องราวข้อนี้ตามความเป็นจริงอย่างยิ่ง ถ้าศึกษาศาสนาพุทธแล้ว พาตนเองให้เข้าไปอยู่ในข่ายของความเห็นว่าตายสูญแล้ว ควรจะได้ทบทวนดูเสียใหม่ดีกว่า

มีพุทธพจน์ที่มาในพระธรรมบทว่าไว้ดังนี้คือ

“คพฺภเมเก อุปฺปชฺชนฺติ นิรยํ ปาปกมฺมิโน, สคฺคํ สุคติโนยนฺติ, ปรินิพฺพนฺติ อนาสวา” แปลว่า “สัตว์บางพวกย่อมเข้าสู่ครรภ์ สัตว์ที่ทำกรรมชั่วย่อมไปเกิดในนรก สัตว์ที่ทำกรรมดีย่อมไปเกิดในสวรรค์ ท่านผู้สิ้นอาสวะย่อมปรินิพพาน”

เพราะฉะนั้น จึงเห็นได้ชัดเจนว่า พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงธรรมข้ามภพข้ามชาติจริงๆ ไม่มีคลุมเครือว่าเป็นเรื่องที่อยู่ในภพเดียวชาติเดียวเลย การที่สัตว์จะไปเกิดใหม่ในภพภูมิใดก็ตาม ย่อมเป็นไปตามอารมณ์ที่ได้ยึดไว้ทุกประการ ทั้งนี้หมายความว่า เมื่อขณะที่มีชีวิตอยู่นั้น ได้ประกอบกรรมไว้อย่างใด ก็จะสั่งสมไว้ที่จิตทุกประการ เมื่อถึงคราวตายลง ผลของกรรมที่ได้ประกอบไว้อย่างนั้น จะส่งให้จิตไปเกิดยังภพภูมิที่ตนพอใจต่อไปอีกตามลำดับ

💝 💝 💝

วิริเยนะ ทุกขะมัจเจติ แปลว่า บุคคลจะล่วงทุกข์ได้เพราะความเพียร ความเพียรมีผล ความพยายามมีผลบาลีพระธรรมบทนี้สามารถนำไปใช้ได้ทั้งทางโลกและทางธรรม เช่น นักเรียน นักศึกษา ที่กำลังจะสอบไล่ได้เป็นทุกข์เป็นร้อนไปกับการสอบนั้น ก็ต้องขยันหมั่นเพียรพยายามให้มากยิ่งขึ้นเพื่อจะได้สอบให้ผ่าน หรือบุคคลทั่วไปที่เกิดทุกข์กายทุกข์ใจขึ้นมา ก็เพียรพยายามแสวงหาสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพื่อมาชดเชยกับความทุกข์กายทุกข์ใจนั้น ให้บรรเทาเบาบางลง ก็เช่นกัน เป็นที่ยอมรับกันได้เพราะเป็นเรื่องของคนในโลก ส่วนมากแล้วที่ต้องแสวงหาอารมณ์ความรู้สึกที่ต้องการมาชดเชยกับอารมณ์ความรู้สึกที่ไม่ต้องการ เป็นเรื่องธรรมดาของโลก แต่ในทางธรรมนั้นเป็นคนละเรื่อง เพราะเรื่องในโลกล้วนเป็นตัวทุกข์นั่นเอง เรื่องในโลกที่กล่าวมานั้น ล้วนยังตั้งอยู่ในความประมาททั้งสิ้น

กิจฺโฉ มนุสฺสปฏิลาโภ แปลว่า การที่ได้อัตภาพเป็นมนุษย์เป็นลาภใหญ่ แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายเป็นอย่างมาก บุคคลผู้ที่ได้มนุษย์สมบัติที่ว่ายากนั้น ในพระสูตรได้กล่าวไว้ว่า การได้เกิดมาในภพภูมิมนุษย์นั้นแสนยาก ท่านเปรียบเหมือนเต่าทะเล ที่มีโอกาส ๑๐๐ ปีถึงจะโผล่ขึ้นมาหายใจ ๑ ครั้ง แต่ละครั้งที่โผล่ขึ้นหายใจนั้น หัวของเต่าทะเลตัวนั้นจะต้องสวมเข้ากับแอก ที่มีขนาดเท่ากับหัวเต่าพอดี จึงจะได้มีโอกาสเกิดมาเป็นมนุษย์ แล้วแอกที่ว่านี้ก็อาจจะลอยอยู่ส่วนไหนของทะเลก็ได้นั้น ต้องมีปัจจัยเกื้อหนุนจากบุญกุศลกรรมดีที่ได้เคยทำไว้ในครั้งก่อนๆ จึงจะมีโอกาสได้กลับมาเกิด แต่เมื่อได้สมบัติอันล้ำค่านี้แต่ก็หาได้ทำให้เกิดประโยชน์เท่าที่ควรไม่ เพราะสืบเนื่องจากไปเกิดในที่อันไม่สมควร คือเป็นถิ่นที่ไม่ได้พบพระพุทธศาสนา

แต่บุคคลผู้ที่น่าสงสารไปมากกว่านั้น คือ ผู้ที่ได้เกิดเป็นมนุษย์แล้ว ได้รับความสมบูรณ์พูนสุขพร้อมด้วยประการต่างๆ ทั้งปวง ตลอดถึงได้รับการศึกษามาเป็นอย่างดี แต่กลับประมาทมัวเมากับความสำเร็จในชีวิต จมปลักอยู่ในความสุขต่างๆ ที่ได้รับนั้น อันหาสาระไม่ได้เลย นอนปล่อยให้กาลเวลาเขมือบอายุ ชีวิต ให้สิ้นไปโดยไร้ประโยชน์ ก็ยังมีเป็นอันมาก เพราะมีอวิชชาเป็นเครื่องกางกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องผูกมัด มีอุปาทาน (ความยึดมั่นถือมั่น) เป็นเครื่องจูง อวิชชานั้นพร้อมที่จะกางกั้นให้หลงใหลจมปลักอยู่ในโลก ซึ่งเป็นวัฏฏะวน อันไม่จบไม่สิ้นยาวนานนับไม่ถ้วน ตัณหานั้นก็จะผูกมัดให้ติดอยู่กับความสำเร็จ ความสุข ความก้าวหน้า ความสมบูรณ์เพียบพร้อมทั้งหลาย ส่วนอุปาทานนั้นชักจูงให้เกิดฉันทราคะ (ผูกจิตติดใจ) ในสิ่งที่รักที่พอใจ ไม่ว่าจะเป็นรูป เสียง กลิ่น รส และสัมผัส

สัญชาตญาณของคนเรา ย่อมรู้สึกสนุกสนานเพลิดเพลินหรือเอร็ดอร่อยในกามทั้ง ๕ อย่างนี้ ตามหลักธรรมในพระพุทธศาสนาขยายออกไปเป็น ๖ คือ ธัมมารมณ์ เป็นการเก็บเอาอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดที่ผูกจิตติดใจเข้ามาทางกายทั้ง ๕ นั้น เก็บไว้เป็นธรรมารมณ์เพิ่มขึ้นอีกอย่างหนึ่ง หมายถึงสิ่งที่ผุดขึ้นมาในใจ จะเป็นอดีต ปัจจุบันหรืออนาคตก็ได้ เกี่ยวกับวัตถุภายนอกหรือภายในก็ได้ เป็นเพียงความคิดฝันก็ได้ ทำให้เกิดความเอร็ดอร่อยเพลิดเพลินทางจิตใจ ในขณะที่รู้สึกถึงอารมณ์เหล่านั้น

การที่มนุษย์พยายามขวนขวายหรือทำอะไรก็ตาม หากจะสิบสาวเรื่องราวไปแล้วจะพบว่า เขามีฉันทะอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่เขาอุตส่าห์เล่าเรียน หรือหมั่นเพียรประกอบอาชีพ ก็เพื่อให้ได้ผลจากอาชีพ แล้วไปจัดหาความสุขสบายในทางรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส มาบำรุงบำเรอตน แม้แต่เรื่องทำบุญอธิษฐานให้ไปสวรรค์ ก็มีมูลมาจากความผูกจิตใจทั้งนั้น ความยึดมั่นถือมั่นอย่างเหนียวแน่นเป็นปัญหาเกี่ยวกับโลกโดยตรง โลกจะวินาศฉิบหายหรือเป็นอะไรก็ตาม ย่อมมีมูลมาจากฉันทราคะนี้ โดยเฉพาะถ้าว่ากันทางคดีโลก การมีฉันทราคะกลับจะเป็นประโยชน์อย่างมาก เพราะจะทำให้รักครอบครัว ทั้งยังทำให้ขยันขันแข็งในการแสวงหาทรัพย์ชื่อเสียงและอีกมากมาย แต่ถ้ามองในแง่ของธรรมะ จะรู้สึกว่าเป็นทางมาแห่งความทุกข์ทรมานอันเล้นลับ เพราะฉะนั้นในทางธรรม ฉันทราคะเป็นสิ่งที่ต้องควบคุม และถึงกับเป็นสิ่งที่จะต้องละกันให้หมดสิ้นในที่สุด จึงจะหมดความทุกข์ทั้งปวงได้

อัปปมาทธรรมนั้น เป็นธรรมเพื่อละฉันทราคะ ในอัปปมาทวรรค พระพุทธองค์ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย มีสาระสำคัญ คือ กุศลธรรมทุกอย่างไม่มีอะไรเกินความไม่ประมาท ภิกษุผู้ไม่ประมาทแล้ว ย่อมหวังได้ว่าจักเจริญอริยมรรคมีองค์ ๘ ความเป็นเลิศของความไม่ประมาทนั้น ทรงเปรียบกับความเป็นเลิศของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งเป็นเลิศกว่าสัตว์ (ผู้ติดข้องในอารมณ์) ทั้งปวง ยังกล่าวถึง ผู้ไม่ประมาท ย่อมเจริญอริยมรรคมีองค์ ๘ ซึ่งมุ่งกำจัดราคะ โทสะ โมหะ ผู้เจริญอริยมรรคมีองค์ ๘ ซึ่งหยั่งลงสู่อมตะ บ่ายหน้าสู่อมตะ มีอมตะเป็นปลายทาง ดังนี้ เอวัง.

พระภัทรสิทธิ์ อภินันโท
เทศนาธรรม ๒๗ ธันวาคม ๒๕๖๔

Tagged with: ,
Posted in ธรรมะ

สมาธิในพระพุทธศาสนา

💖 สมาธิในพระพุทธศาสนา

วันอาทิตย์ที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๖๔ ตรงกับวันพระขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนอ้าย (๑) ปีฉลู

เจริญสุข สวัสดี ญาติธรรมทั้งหลายที่ได้ฟังพระธรรมเทศนา แล้วน้อมนำเอาไปปฏิบัติ น้อมนำเข้ามาสู่ตน โดยเฉพาะเรื่องภาวนามยปัญญา เพื่อสร้างทางออกจากทุกข์ ทั้งทุกข์กาย ทุกข์ใจ ที่ต้องประสบพบเจออยู่ทุกวัน วันพระนี้ อาตมาภาพจึงนำเอาเรื่อง “สมาธิในพระพุทธศาสนา” มาทบทวน ดังนี้

🌷 สมาธิในพระพุทธศาสนา

ถ้าหากพิจารณารายละเอียดเรื่องมรรคมีองค์ ๘ ที่กล่าวมาในตอนต้นนี้ให้ดีแล้ว จะเห็นว่า ท่านสงเคราะห์ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ เป็นสมาธิ หมายความว่า ในการปฏิบัติสมาธิในพระพุทธศาสนานี้ มรรคทั้ง ๓ ดังกล่าวนี้ จะทํางานสัมพันธ์กันตลอดเวลาเพื่อรวมจิตให้สงบเป็นสมาธิ กล่าวคือ

จะต้องสลัดนิวรณ์อันเกิดขึ้นเนื่องด้วยอารมณ์กระทบ ออกไปให้หมดด้วยสัมมาวายามะ ยกจิตขึ้นสู่อานาปานสติและประคองจิตมิให้แลบออกไปสู่ที่อื่นด้วยสัมมาสติ เกิดความอิ่มใจเบากายเบาใจและเป็นสุขที่จิตสงบขึ้น อาการต่างๆ เหล่านี้จะต้องถูกปล่อยวางจนหมดในที่สุด เป็นสัมมาสมาธิ

เพราะฉะนั้น สัมมาสมาธิจึงไม่ใช่สมาธิแบบหินทับหญ้า เหมือนดังสมาธิของศาสนาอื่น ซึ่งยึดแนบแน่นเป็นเอกัคคตาอยู่ในอารมณ์เดียวแต่ประการใด แต่เต็มไปด้วยพลังสติระวังตัว สงบตั้งมั่นอยู่เสมอ

เมื่อพลังสติทํางานอย่างเต็มที่อยู่เช่นนี้แล้ว ก็ย่อมมีผลกระทบให้การพูด การทํา การคิดดำเนิน อย่างถูกต้องตามทํานองคลองธรรมไปด้วย ดังนั้น ผู้ที่ปฏิบัติสัมมาสมาธิ คือยกจิตขึ้นสู่อานาปานสตินั้น จึงไม่มีทางที่จะเป็นบ้าไปได้เลย ถ้าพูดให้ถูกแล้ว ย่อมเป็นผู้ที่หายจากการเป็นบ้า (ที่หลงเข้าไปยึดถือสิ่งภายนอกอย่างผิดๆ ฝ่าฝืนสัจธรรมมาตลอดเวลา) มากขึ้น ทําให้พูดถูก ทําถูก คิดถูกยิ่งขึ้น โดยลําดับ นี่คือประโยชน์ที่เกิดจากการปฏิบัติสมาธิในพระพุทธศาสนา

สําหรับผู้ที่ปฏิบัติสมาธิแล้วเป็นบ้านั้น ถ้าได้พิจารณาสาเหตุดูแล้ว ส่วนมากเกิดจากการยกจิตขึ้นสู่อารมณ์กามคุณด้วยปรารถนาลามก ไม่ได้ยกขึ้นสู่อารมณ์ในสติปัฏฐาน ๔ ดังที่ได้กล่าวมาแล้วในตอนต้น ไม่ได้ใช้สติสกัดกั้นความยินดียินร้ายที่เกิดขึ้นเนื่องด้วยกามคุณนั้นๆ คงปล่อยจิตใจให้ยินดีเพลิดเพลินและหวังว่าจะหาโอกาสนํามาครอบครองต่อไปในอนาคต เช่น เพ่งดูรูปผู้หญิงเพื่อทําเสน่ห์ ดูเลขหวยเบอร์ เป็นต้น ย่อมเป็นบ้าอย่างไม่มีปัญหา

ด้วยเหตุผลดังที่ได้บรรยายมานี้ ผู้ปฏิบัติสมาธิที่หวังความพ้นทุกข์ ในพระพุทธศาสนา จึงจําต้องจําทางเดินของจิตรวมทั้งวิธีวางจิตให้แม่นยําและแยบคายเพื่อให้เกิดสมาธิขึ้นโดยใช้เวลาให้น้อยที่สุด ที่เรียกว่า วสี (ความชํานาญในการเข้า – ออกจากสมาธิ) ซึ่งควบคุมจิตไม่ให้ถูกนิวรณ์ครอบงําได้ดีที่สุด

🌷 สมาธินอกพระพุทธศาสนา

กล่าวตามความเป็นจริงแล้ว ศาสนาพราหมณ์ซึ่งมีมาก่อนพระพุทธศาสนา ก็มีการปฏิบัติฌานสมาบัติอยู่แล้วเหมือนกัน ดังนั้น การปฏิบัติเช่นนี้จึงมีมาก่อนพุทธกาล ถึงแม้พระพุทธองค์ก็ทรงเคยเสด็จเข้าไปศึกษาและปฏิบัติอยู่กับพระอาฬารดาบสและพระอุทกดาบส ก่อนตรัสรู้มาแล้วด้วย แต่พระองค์ได้ทรงพิจารณาเห็นว่า ตลอดเวลาที่อยู่ในฌานสมาบัตินั้น จิตของพระองค์ยังยึดอารมณ์ฌานอยู่อย่างเหนียวแน่น เป็นเอกัคคตารมณ์อยู่ เมื่อยังยึดอารมณ์อยู่ก็ย่อมถูกอารมณ์ปรุงแต่งให้มีให้เป็นไป ยังไม่พ้นจากทุกข์ไปได้ จึงทรงลาพระอาจารย์ทั้งสองท่าน ออกมาปฏิบัติสัมมาสมาธิโดยลําพังพระองค์เอง จนกระทั่งได้ตรัสรู้ในที่สุด

ทั้งนี้ย่อมแสดงว่า สมาธิในศาสนาพราหมณ์ที่ได้ทรงศึกษาและปฏิบัติอยู่กับพระ อาจารย์ทั้งสองที่กล่าวมาแล้ว กับสมาธิที่พระองค์นํามาปฏิบัติจนได้ตรัสรู้นั้น ต่างกัน ดังพุทธพจน์ที่ได้ตรัสไว้ในปฐมเทศนา ดังต่อไปนี้ “ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ แปลว่า ธรรมทั้งหลายที่ได้ปฏิบัติมา เราไม่เคยสดับฟังมาจากที่ใดเลย” (ไม่มีใครสอนมาก่อน)

ถ้าหากว่าสมาธิของพระอาจารย์ทั้งสอง เหมือนกับสมาธิที่ทรงปฏิบัติจนกระทั่งตรัสรู้จริงแล้ว พระองค์ย่อมตรัสว่าได้ตรัสรู้เองโดยชอบไม่ได้เลย เพราะฉะนั้น สมาธิของศาสนาพราหมณ์จึงแตกต่างกับสมาธิในพระพุทธศาสนาอย่างไม่มีปัญหา เช่น ท้าวมหาพรหมยังยึดอัปปมัญญา ๔ อยู่ จึงมีอายุยืนยาวมาก เมื่อเสวยวิบากของกรรมเช่นนี้หมดแล้ว ก็จะต้องเวียนว่ายตายเกิดไปเป็นอย่างอื่นที่เป็นกรรมรองต่อไปอีก ยังไม่พ้นจากทุกข์ไปได้

🌷 ประโยชน์ของการปฏิบัติสมาธิ

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสสอนไว้ว่า “สมาธิ ภิกฺขเว ภาเวถ สมาหิโต ยถาภูตํ ปชานาติ แปลว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จงยังสมาธิให้เกิดขึ้นเถิด ผู้ที่มีจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิแล้ว ย่อมรู้เห็นตามความเป็นจริง ดังนี้” แสดงว่า การปฏิบัติสมาธิ เป็นหลักธรรมสำคัญในพระพุทธศาสนา ที่ช่วยอบรมจิตให้มีพลังปล่อยวางอารมณ์และอาการของจิตที่เนื่องด้วยอารมณ์ (รูปนาม) ได้ เมื่อปล่อยวางสิ่งต่างๆ ที่กล่าวมาเสียได้ ความยินดียินร้ายอันเนื่องมาจาการยึดถือผิดๆ ก็ย่อมพลอยดับลงด้วยเป็นธรรมดา

ในปัจจุบันนี้ ได้มีผู้เห็นประโยชน์ของการปฏิบัติสมาธิมากพอสมควรแล้ว แต่ก็ยังไม่แพร่ออกไปอย่างกว้างขวางถึงชนบทต่างๆ รวมทั้งวัดที่มีอยู่ทั้งหมดรวมสามหมื่นกว่าวัด ทั่วประเทศด้วย ทุกคน ทุกสถาบัน จําเป็นจะต้องเพิ่มบทบาทอย่างเข้มแข็ง โดยไม่ปล่อยให้สังคมเป็นไปตามยถากรรมต่อไป ด้วยการก้าวเข้ามาส่งเสริมสนับสนุนให้มีการสอนปฏิบัติสมาธินักเรียนและเยาวชน ซึ่งกําลังประพฤติตนสวนทางกับศีลธรรมอันดีงามอยู่ในขณะนี้ จนเป็นที่หวั่นวิตกแก่บิดามารดาผู้ปกครองครูอาจารย์ เป็นอันมากว่า ถ้าไม่ได้รับการแก้ไข นักเรียนและเยาวชนในปัจจุบันย่อมจะกลายเป็นภาระอันหนักและไม่มีคุณภาพแก่ประเทศชาติในอนาคตทีเดียว

ยังไม่สายเกินไปนักที่จะร่วมมือกัน นําหลักธรรมในพระศาสนาข้อนี้ มาส่งเสริมให้นักเรียนและเยาวชน รวมทั้งผู้หวังความสงบสุขในการครองชีวิตในสังคมนี้ ปฏิบัติอย่างต่อเนื่องและพร้อมเพรียงกัน เช่นเดียวกับชาวอังกฤษ อเมริกัน ญี่ปุ่น ฯลฯ ที่บินมาเรียนปฏิบัติสมาธิในประเทศไทย แล้วนํากลับไปเผยแพร่ต่อในประเทศมาตุภูมิของเขา ดังที่เห็นกันอยู่ในปัจจุบันนี้

การปฏิบัติสมาธิจะทําให้เกิดความสงบสุขขึ้นในสังคม ทําให้รู้จักชีวิตนี้ตามความเป็นจริง และมีพลังต่อต้านอํานาจฝ่ายต่ำที่เกิดจากอารมณ์ทั้งหลาย จึงทําให้ผู้ปฏิบัติประพฤติตนเป็นคุณประโยชน์ด้วยความองอาจเที่ยงธรรมและมั่นคงที่สุด

นอกจากนี้ การปฏิบัติสมาธิยังช่วยให้มีสติและความทรงจําดี ช่วยเกื้อกูลให้เล่าเรียนดี เป็นทางปฏิบัติไปสู่ความพ้นทุกข์และจรรโลงพระศาสนาอย่างถูกจุด ถ้ารณรงค์ให้ปฏิบัติกันอย่างกว้างขวาง อีกด้วย

สิ่งที่ผู้ปฏิบัติเห็นเมื่อจิตเป็นสมาธิดีแล้ว คือ
๑. เห็นจิตที่ส่งออกไปรับอารมณ์ภายนอกด้วยความยินดียินร้าย เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ (สมุทัย)
๒. เห็นอาการซัดส่ายวุ่นวายของจิตเนื่องด้วยยึดอารมณ์นั้นๆ เป็นทุกข์
๓. เห็นว่าการปฏิบัติสัมมาสมาธิสามารถปล่อยวางอาการต่างๆ ได้ เป็นมรรค
๔. เห็นผลจากการปล่อยวาง ทําให้จิตสิ้นการปรุงแต่ง เป็นนิโรธ

เมื่อปฏิบัติจนเป็นเช่นนี้แล้ว ผู้นั้นย่อมทราบชัดด้วยตนเองว่า เป็นผู้ที่รู้จักสิ่งต่างๆ อย่างถูกต้องตามที่เป็นจริงแล้ว ไม่ได้กลายเป็นคนบ้าเสียจริตไป ดังที่มีบางคนวิตกอยู่ แต่ประการใดเลย

ทั้งนี้หมายความว่า ถ้ายกเอาอารมณ์อย่างหนึ่งอย่างใดในสติปัฏฐานสูตร ที่มีอยู่รวม ๒๑ ประการ มาเพื่อเพ่งดูอย่างเคร่งครัด ไม่เอาอารมณ์อย่างอื่นนอกเหนือจากนี้แล้ว ย่อมไม่มีทางเป็นบ้าเสียสติไปได้เลย แต่กลับจะทําให้ตนเองหายจากบ้า เพราะเห็นสิ่งต่างๆ ไม่วิปลาสอีกต่อไป

การเป็นบ้าเสียสติ จะเกิดขึ้นได้เพียงทางเดียวเท่านั้น คือ การปฏิบัติผิดๆ นอกรีต นอกรอย ออกจากคําสั่งสอนของพระพุทธองค์ ที่ให้ปฏิบัติอยู่ในอารมณ์ของสติปัฏฐานเท่านั้น เช่น เอารูปผู้หญิงมาเพ่งเพื่อทําเสน่ห์ให้เขารักเรา เป็นต้น การปฏิบัติเช่นนี้จึงจะเป็นบ้า เสียสติ นี่คือความรู้ขั้นพื้นฐานสําหรับผู้ที่จะลงมือปฏิบัติทุกคน

🌷 ความหมายของคําว่า “สัมมาสมาธิ” (จิตตั้งมั่นชอบ)

คําว่า “สมาธิจิต (สม+อธิจิต)” หมายถึง จิตอันสูงยิ่งด้วยคุณธรรมทั้งหลาย มาเกิดพร้อมกัน เช่น ศรัทธา วิริยะ สติ และปัญญา เป็นต้น ดังนั้น จึงเป็นที่แน่นอนว่าผู้ที่มีจิตเป็นสมาธิ จะไม่มีทางหันกลับมาประพฤติชั่ว และทําให้เกิดความเดือดร้อนขึ้นแก่ครอบครัวหรือสังคมได้อีก ตลอดเวลาที่ยังปฏิบัติสมาธิอยู่ อย่างไม่ต้องสงสัย

คุณธรรมที่เกิดขึ้นอย่างพร้อมเพรียงกันเหล่านี้ จะเป็นพลังให้จิตเดินทวนกระแสโลก คือ ปล่อยวางความยึดถืออารมณ์และอาการของจิตอันเนื่องด้วยอารมณ์ให้หมดไปได้โดยลําดับ จนกระทั่งหมดอย่างสิ้นเชิงในที่สุด เรียกว่า จิตตั้งมั่นชอบ (สัมมาสมาธิ) คือ ตั้งมั่นอยู่ด้วยตนเอง ไม่ต้องอาศัยอารมณ์มาเป็นบาทฐานให้ตั้งมั่นอีกต่อไป

คําว่า ฌาน กับ สมาธิ นี้ เป็นไวพจน์ซึ่งกันและกัน หมายความว่า ต้องใช้จิตเพ่งดู (ฌาน) อารมณ์ในสติปัฏฐาน ๔ ที่ได้เลือกไว้ตลอดไป ก็ย่อมเกิดสมาธิขึ้น และเมื่อเพ่งดูตลอดไปอีก ก็ย่อมได้ศึกษารู้จักอารมณ์นั้นๆ ทําให้เกิดญาณและปัญญา ตามมาตามลําดับ

เพราะฉะนั้น ฌานจึงเป็นเหตุให้เกิดญาน (รู้ตามความเป็นจริง) แล้วจึงเกิดปัญญาปล่อยวางอารมณ์ต่างๆ เสียได้ เราเรียกจิตที่มีความสามารถปล่อยวางอารมณ์ได้ว่ามีปัญญา และเรียกจิตที่เพ่งดูอารมณ์ที่กําหนดให้ ไม่ซัดส่ายไปสู่อารมณ์อื่นว่ามีสมาธิ ทั้งนี้หมายความว่า เมื่อจิตได้รับการอบรมให้มีสมาธิขึ้นมาเมื่อใด ปัญญาก็จะเกิดมีขึ้นมาด้วยเมื่อนั้น มากหรือน้อยย่อมแล้วแต่กําลังสมาธิที่มี

🌷 อารมณ์ที่ควรเลือกสำหรับการปฏิบัติสมาธิ คือ อานาปานสติ

การใช้สติกําหนดลมหายใจเข้าออก เป็นวิธีที่สะดวกและเหมาะสําหรับคนทุกชั้น เพราะสามารถทําได้เสมอทุกโอกาส ด้วยความตั้งใจจริง อย่างบ่อยๆ เนืองๆ ติดต่อกันไป โดยให้ตั้งสติอยู่ ณ จุดๆ หนึ่งจุดใด ซึ่งอาจจะเป็นริมฝีปากบน ปลายจมูก หรือในช่องจมูกก็ได้ เลือกกําหนดเอาเพียงจุดเดียว ที่สามารถรู้สึกว่าลมหายใจกระทบเด่นชัดที่สุด ทั้งลมหายใจเข้าและลมหายใจออก เมื่อเลือกได้แล้ว ก็ไม่ควรเลื่อนไปอยู่ที่อื่นต่อไป หรือเปลี่ยนใจเป็นอย่างอื่นอีกตลอดชีวิตนี้ เพราะจะทําให้เกิดความชํานาญในการเข้าสมาธิได้อย่างรวดเร็วด้วย

🌷 คำบริกรรมที่ใช้ในขณะปฏิบัติสมาธิ

ตามหลักสติปัฏฐานสูตรแล้ว ไม่มีตอนไหนเลยที่ให้ใช้คําบริกรรม ดังนั้นจึงไม่มีคําบริกรรมใดๆ ทั้งสิ้น แต่มีใช้กันอยู่ในปัจจุบันนี้นั้น เกจิอาจารย์ในสํานักปฏิบัติทั้งหลาย ได้คิดขึ้นใช้กํากับในการเพ่งดูอารมณ์ที่ได้เลือกไว้ด้วย เพื่อผูกมัดจิตซึ่งมักแลบออกไปจากจุดที่กําหนดไว้เสมอ

เช่น โบราณาจารย์ใช้คําว่า “อรหัง” สายพระอาจารย์มั่นใช้คําว่า “พุทโธ” สายหลวงพ่อสด วัดปากน้ําภาษีเจริญใช้คําว่า “สัมมาอรหัง” สายพม่าใช้คําว่า “ยุบหนอพองหนอ” หลวงพ่อฤาษีลิงดําใช้คําว่า “นะมะพะทะ” ดังนี้ เป็นต้น

ซึ่งกล่าวตามความเป็นจริงแล้ว คําบริกรรมทั้งหมด แต่ละคําเหล่านี้ ล้วนแล้วแต่เป็นอารมณ์ของจิตอีกอย่างหนึ่งทั้งสิ้น ที่พระอาจารย์ได้บัญญัติขึ้น เพื่อใช้ผูกมัดจิตที่ปราดเปรียวนี้ไว้ ไม่ให้แลบออกไปจากฐานที่กําหนด ได้ง่ายขึ้นเท่านั้น

เพราะฉะนั้น ผู้ปฏิบัติจึงต้องรู้จักใช้ให้แยบคาย และกลมกลืนกับสภาวะของจิตตามสมควร อาจจะไม่ใช้เลยก็ได้ เพราะไม่ใช่พุทธบัญญัติ แต่จะใช้บ้าง ไม่ใช้บ้าง ใช้พร้อมๆ กันทีเดียวทั้งหมด หรือคิดเปลี่ยนคําบริกรรมเป็นอย่างนั้นบ้าง อย่างนี้บ้าง ตามถนัด เพื่อทดลองดูนั้น ย่อมไม่เกิดผลดีแต่ประการใดทั้งสิ้น ตรงกันข้าม กลับจะทําให้เกิดผลเสีย คือ เกิดวิจิกิจฉา (ลังเลสงสัย) กั้นจิตไม่ให้เป็นสมาธิขึ้นมาเสียอีกก็ได้

ด้วยเหตุนี้ จึงต้องแล้วแต่ผู้ปฏิบัติเอง ที่จะเลือกเชื่อและใช้คําบริกรรมอย่างใดหรือไม่ และเมื่อได้ตัดสินใจเชื่อลงไปเช่นนั้นแล้ว ก็ควรรักษาวิธีการและคําบริกรรมเช่นนั้นไว้ตลอดไป จึงจะกลายเป็นวสีขึ้นมา เมื่อจิตเป็นสมาธิแล้ว ก็ต้องหยุดคําบริกรรมนั้นๆ เสียทันที มิฉะนั้นแล้ว จิตก็จะไม่เป็นสมาธิสูงยิ่งขึ้นไปอีก

ผลเสียของการใช้คําบริกรรม คือ ผู้ที่ใช้อาจใช้ไม่กลมกลืนกับอารมณ์ที่เพ่งดูอยู่ก็ได้ เช่น จิตไปจับอยู่ที่คําบริกรรมเพียงอย่างเดียว แต่ลืมกําหนดอารมณ์สมาธิไปเสียก็มี หรือเวลาที่จิตเป็นสมาธิแล้ว ไม่หยุดใช้คำบริกรรมเพราะลืมไปก็มี ดังนี้เป็นต้น เมื่อเป็นดังนี้แล้ว ก็ย่อมไม่เห็นพระไตรลักษณ์และไม่เกิดพลังปล่อยวางอารมณ์ได้เป็นธรรมดา

🌷 หลักในการเข้าสมาธิ

เมื่อได้เลือกกําหนดจุดที่ลมหายใจเข้าออก กระทบเด่นชัดที่สุด ตามที่ได้กล่าวมาในข้อก่อนแล้ว ก็รวมความรู้สึกทั้งหมดให้มารู้ชัดเจนอยู่ที่จุดนี้ และทําจิตให้แยบคายที่จะรักษาความรู้สึกอันนี้ ให้รู้ชัดอยู่ ณ จุดนี้ตลอดเวลา มิให้แลบออกไปรู้อยู่ที่เรื่องอื่น หากความรู้สึกนี้แลบออกไปรู้อยู่ที่เรื่องอื่น ก็ให้ใช้ความพยายามดึงกลับมาอยู่ที่ที่กําหนดนี้ให้ได้ ถ้าทําได้เช่นนี้จนกระทั่งจิตเชื่อง ก็ไม่แลบออกไปอีก สมความประสงค์

เวลาระหว่างที่จิตยังไม่เป็นสมาธิกับเมื่อจิตเริ่มสงบเป็นสมาธิแล้วนี้ ผู้ปฏิบัติควรจะใช้ความสังเกตดูและจําวิธีวางจิตของตนว่า ทําอย่างไรจึงจะให้จิตเข้าสู่สภาวะเช่นนี้ หรือที่เรียกว่า จําทางเดินของจิตไว้ให้แม่นยํา เพื่อจะได้ใช้สําหรับเข้าสมาธิครั้งต่อไปได้อย่างรวดเร็วที่สุด โดยไม่ต้องมานั่งเริ่มต้นคลําหาทางเดินกันใหม่อีก การเข้าสมาธิได้เร็วนี้ จะช่วยเกื้อกูลพลังสติให้รู้เท่าทันอารมณ์ที่กระทบทุกครั้ง มิให้มีโอกาสปรุงแต่งจิตได้

ในขณะที่จิตไม่แลบออกไปจากจุดที่กําหนดไว้นี้ ผู้ปฏิบัติจะรู้สึกว่าลมหายใจเข้าออกที่กระทบเริ่มละเอียดแผ่วเบา เพราะจิตเริ่มเป็นสมาธิแล้ว ตรงจุดนี้เป็นจุดสําคัญยิ่งที่ผู้ปฏิบัติจะต้องใช้ความสังเกตดูและศึกษาวิธีวางจิตเป็นพิเศษ เพื่อให้เกิดความชํานาญขึ้น ดังนั้นจึงอย่าเพิ่งให้เข้าสมาธิสงบมากไปยิ่งกว่านี้ ให้ถอนลมหายใจเข้าออกให้ยาวขึ้นอีกสักเล็กน้อย แล้วจึงกลับทําให้ลมหายใจละเอียดแผ่วเบา เหมือนเมื่อตอนแรกอีกให้ได้โดยแยบคาย ให้ทําเช่นนี้ไปมาสัก ๒-๓ ครั้งจนชำนาญ และจำวิธีวางจิตไว้ให้ได้ด้วย ต่อจากนี้ก็พยายามสลัดปล่อยวางเรื่องที่รับรู้ออกไป จนจิตสงบถึงขีดสุด

เมื่อจิตสงบถึงขีดสุดแล้ว ลมหายใจซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ปรุงแต่งให้ร่างกายให้ดํารงอยู่ได้ ก็สงบตามไปด้วย ผู้ปฏิบัติก็ย่อมรู้ว่าลมหายใจดับลงแล้ว จิตได้แยกตัวอยู่ได้เป็นอิสระ และเป็นคนละส่วนกับลมหายใจ โดยไม่มีอันตรายอย่างใด ไม่ว่าจะต้องการอยู่ในสภาวะนี้ต่อไปอีกนานเพียงใดก็ตาม นี่คือขอบเขตของการปฏิบัติสมาธิ

🌷 หลักในการออกจากสมาธิ

ให้สังเกตดูให้ดีว่า เมื่อลมหายใจยังหยาบอยู่ จิตก็ฟุ้งซ่านซัดส่ายไปมา เมื่อลมหายใจเริ่มละเอียด จิตก็เริ่มสงบ และเมื่อลมหายใจละเอียดที่สุด จิตก็เป็นสมาธิสงบที่สุด ทั้งนี้แสดงว่าจิตเป็นสมาธิมากหรือน้อยเพียงใดนั้น ขึ้นอยู่กับความละเอียดของลมหายใจโดยตรง

ดังนั้น ถ้าต้องการจะออกจากสมาธิ ก็ให้ค่อยทําลมหายใจให้เพิ่มมากขึ้นทีละน้อย ช้าๆ ด้วยความเยือกเย็นที่สุด อย่ารีบทําอย่างรวดเร็ว พอลมหายใจเริ่มหยาบขึ้นบ้างแล้ว ก็ซ้อมถอยกลับคืนเข้าสมาธิให้ได้อีก โดยทํากลับไปกลับมาสัก ๒-๓ ครั้ง ด้วยความสังเกต เพื่อจําทางออกสมาธิ เช่นเดียวกับการทําเมื่อตอนเข้าสมาธิเหมือนกัน ก็จะทําให้เกิดความชํานาญเป็นอันมาก

การปฏิบัติสมาธินี้ เป็นการฝึกปล่อยวางความนึกคิดต่างๆ ให้มารวมอยู่ที่ลมหายใจเข้าออกเพียงอย่างเดียวเท่านั้น เมื่อปล่อยวางได้สําเร็จ ก็เกิดสภาพเบากายเบาใจ ทําให้เกิดเข้าใจตัวเองผิดว่าสําเร็จมรรคผลไปแล้วก็มี เช่น ในสํานักปฏิบัติธรรมแห่งหนึ่ง ซึ่งมีผู้เข้าไปปฏิบัติธรรมอยู่เป็นจํานวนมาก ทุกคนต่างก็ตั้งใจปฏิบัติอย่างเคร่งครัด โดยไม่มีการพูดจาซึ่งกันและกัน จึงไม่มีเรื่องรบกวนจิตใจ ดังนั้นทุกคนจึงมีสมาธิสงบดีมาก

แม่ชีผู้หนึ่ง ซึ่งได้ปฏิบัติธรรมร่วมอยู่ด้วย ก็เกิดเข้าใจผิดขึ้นว่าตนเองสําเร็จแล้ว เพราะได้เข้าถึงสภาพที่หมดความเสียดแทงทางใจในขณะปฏิบัติ และไม่ทราบว่ายังต้องปฏิบัติต่อไปอีก

ดังนั้น ในเช้าวันหนึ่ง หลังจากเข้าพบพระอาจารย์แล้ว ก็เล่ากับพระอาจารย์ว่า “ดิฉันปฏิบัติธรรมจนหมดโลภโมห์โทสัน ไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใดอีกแล้วเจ้าค่ะ จะต้องทำอย่างไรอีก” พระอาจารย์ก็ตอบว่า “นังตอแหล พูดโกหกทั้งนั้น รีบออกไปจากที่นี้เร็วๆ ไป๊”

คําตอบเช่นนี้ เป็นอารมณ์ทดสอบความมั่นคงว่องไวของสติได้ดีทีเดียว ใครไม่ได้ผ่านการฝึกให้มีสติว่องไวต่อการรับอารมณ์ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย เพิ่มขึ้นจากการปล่อยวางความนึกคิดในการปฏิบัติสมาธิมาแล้ว เช่นแม่ชีผู้นี้เป็นต้น ก็ย่อมโกรธขึ้นมาทันที จึงอย่าเข้าใจผิดว่าสําเร็จเป็นอันขาด แต่ให้เข้าใจว่าจะต้องพากเพียรปฏิบัติต่อไปอีก ทุกลมหายใจเข้าออก

🌷 องค์ของฌาน (ความเพ่ง)

คำว่า “ฌาน” นี้ หมายถึงการใช้สติตามรู้ตามเห็นเข้าไป จดจ่อหรือเพ่งในอารมณ์สติปัฏฐาน ๔ คือ กาย เวทนา จิต ธรรม แห่งใดแห่งหนึ่งโดยติดต่อกันไม่ขาดสาย เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ก็ย่อมกล่าวได้ด้วยความมั่นใจว่า การปฏิบัติสมาธิหรือที่พระอรรถกถาจารย์ เรียกว่า วิปัสสนา นั้น ย่อมต้องใช้ความเพ่ง (ฌาน) โดยตลอด ดังพระบาลีซึ่งพระพุทธโฆษาจารย์รจนาไว้ว่า

“นตฺถิ ฌานํ อปญฺญสฺส นตฺถิ ปญฺญา อฌายิโน, ยมฺหิ ฌานญฺจ ปญฺญาจ ส เว นิพฺพาน สนฺติเก แปลว่า ฌานย่อมไม่มีในผู้ที่ไม่มีปัญญา ปัญญาย่อมไม่มีในผู้ที่ไม่มีฌาน ผู้ที่มีทั้งฌานและปัญญา จึงจะอยู่ใกล้นิพพาน”

การใช้สติตามรู้ตามเห็นเข้าไป จดจ่อหรือเพ่งกาย เวทนา จิต ธรรม ติดต่อกัน โดยไม่ขาดสายนี้ เรียกว่า สัมมาสติ เพื่อศึกษาให้รู้จักสิ่งต่างๆ เหล่านี้ตามความเป็นจริง และจะได้เกิดปัญญาปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่นที่มีอยู่ ให้ลดน้อยลงและหมดไปในที่สุดตามลําดับ พระพุทธองค์ได้ทรงแบ่งออกเป็น ๔ ฌาน ตามความสามารถที่จิตปล่อยวางได้ ดังต่อไปนี้คือ

๑. ปฐมฌาน ยกจิตขึ้นเพ่ง (วิตก) และประคองจิตให้อยู่กับอารมณ์สติปัฏฐาน (วิจาร) จนกระทั่งจิตเริ่มสงบเป็นสมาธิแล้ว ก็ย่อมเกิดความอิ่มใจ (ปีติ) และความสุขจากความสงบเบื้องต้น (สุข)

๒. ทุติยฌาน เมื่อจิตผ่องใสเป็นสมาธิแล้ว วิตกกับวิจารก็ย่อมดับไป จึงมีแต่ความอิ่มใจ (ปีติ) และความสุขในสมาธิที่เกิดขึ้น (สุข)

๓. ตติยฌาน ปล่อยวางปีติเพราะวางเฉยเสียได้ เสวยสุขที่มีอยู่ด้วยสติสัมปชัญญะอย่างยิ่ง

๔. จตุตถฌาน ปล่อยวางสุข ทุกข์ ความดีใจเสียใจที่มีอยู่ ด้วยการวางเฉย ด้วยสติอันบริสุทธิ์ ซึ่งนับเป็นความสงบขั้นสูงสุดเพราะได้ปล่อยวางสิ่งต่างๆ หมดสิ้น หมายความว่า ในขณะนี้จิตได้พ้นจากการถูกอารมณ์ปรุงแต่ง นับว่าเป็น วิโมกข์ คือ

๑. อนิมิตตวิโมกข์ พ้นจากนิมิตหมายที่เห็นว่า อารมณ์เที่ยง
๒. อัปปณิตหิตวิโมกข์ พ้นจากการเข้าไปมีที่ตั้งว่า อารมณ์เป็นสุข
๓. สุญญตวิโมกข์ พ้นจากการเห็นว่า อารมณ์เป็นอัตตา

จิตได้แยกตัวออกจากอารมณ์ด้วยอํานาจสัมมาสมาธิ จัดเป็นเจโตวิมุติ คือเข้าสู่เขตติดต่อระหว่างโลกียะกับโลกุตระ ซึ่งฝ่ายพระอภิธรรมเรียกว่า โคตรภู ถ้าหากปฏิบัติต่อไปอีกด้วยความพากเพียรและเต็มไปด้วยสติสัมปชัญญะแล้ว สัมมาสังกัปปะซึ่งเป็นมรรคองค์สุดท้าย ก็ย่อมทําหน้าที่ปล่อยวางอารมณ์และอาการของจิตที่เนื่องด้วยอารมณ์เฉพาะ หน้าตามลําดับ จัดเป็นปัญญาวิมุติในพระศาสนานี้

ส่วนการปฏิบัติสมาธิในศาสนาอื่นนั้น มุ่งผลในทางให้มีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ จิตยึดถืออารมณ์อย่างแนบแน่น ปล่อยวางอารมณ์ไม่เป็น จึงเป็นเอกัคคตาอยู่ มีการนําพาผู้ปฏิบัติให้ไปดูนรก ดูสวรรค์ ดูเทวดา เห็นเทวดาแต่งตัวมีชฎา เห็นพระเจดีย์จุฬามณีคล้ายๆ กับพระปฐมเจดีย์ เห็นพระพุทธรูปปางต่างๆ เสด็จลงมาโปรด เห็นตัวเลขหวยเบอร์ เห็นจิตเป็นสีเหลือบใสๆ คล้ายสีปีกแมลงทับ เป็นต้น ซึ่งเป็นการสร้างมโนภาพเข้ามายึดถือ แทนที่จะปัดอารมณ์ดังกล่าวเหล่านี้ ออกไปให้หมด ทําให้ยึดติดอยู่กับอารมณ์หนักยิ่งขึ้นไปอีก จึงไม่ใช่สัมมาสมาธิ ดังที่กล่าวมาข้างต้นนี้

ดังนั้น สมาธิในศาสนาอื่นจึงไม่ใช่บาทฐานที่ทําให้เกิดปัญญาเลย ผู้ที่หวังความพ้นทุกข์จึงต้องเพิก (เลิก) การเพ่งอารมณ์ภายนอกเสีย แล้วเปลี่ยนมาเพ่งอารมณ์ในสติปัฏฐาน ๔ แทนเท่านั้น

อย่างไรก็ดี ขึ้นชื่อว่าสมาธิแล้ว ย่อมเป็นครุกรรมฝ่ายกุศล ที่จะต้องให้ผลก่อนกรรมอย่างอื่นในภาคโลกียะนี้ ถึงแม้จะเป็นสมาธินอกพระศาสนาก็ตาม เพียงแต่ยังไม่พ้นทุกข์เท่านั้น

💖💖💖

เมื่อกล่าวถึงธรรมอันเป็นเครื่องออกจากทุกข์ คงหนีไม่พ้นอริยมรรคหรือมรรคมีองค์ ๘ ซึ่งมีสัมมาสมาธิเป็นใหญ่เป็นประธาน เปรียบเหมือนเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงทำให้ร่างกายส่วนต่างๆ นั้นบริบูรณ์ ฉะนั้น สมาธิ จึงมีชื่อเรียกหากัน ใช้แทนกันหลายชื่อ เช่น ภาวนาบ้าง กรรมฐานบ้าง สมถะบ้าง วิปัสสนาบ้าง เพ่งฌานบ้าง และอีกมากมาย เป็นการแตกแขนงออกไป เพื่อให้บุคคลที่มีกำลังจิตกำลังใจที่ยังไม่มากพอ ได้เข้ามาสู่พุทธศาสนา ถึงจะภาวนากรรมฐานยังไม่ได้ สิ่งที่ทำลงไปนั้น ก็ไม่เป็นหมันอย่างแน่นอน อย่างน้อยก็ได้สร้างทาน รักษาศีล เจริญภาวนาบ้าง ตามโอกาสที่มีเป็นครั้งคราว ทั้งที่การเจริญภาวนานั้นเป็นการอบรมพัฒนาจิตของตนโดยตรงให้ดีขึ้น เมื่อจิตดีขึ้นย่อมทำให้กายวาจาดีขึ้นไปด้วย ทานที่ทำ ศีลที่รับไว้ ย่อมรักษาไว้ได้ตามไปด้วย

ภาวนามยปัญญาหรือสัมมาสมาธิในพระพุทธศาสนา ย่อมมีความแตกต่างกันกับสมาธิที่มีอยู่ทั่วๆ ไป เพราะสมาธิเหล่านั้นได้มีอยู่ก่อนแล้ว ตั้งแต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังไม่ทรงอุบัติขึ้นมาในโลกเสียอีก ซึ่งพระพุทธองค์ได้ทรงศึกษามาแล้วเกือบทั้งนั้น อาทิเช่น การบนบานศาลกล่าว สวดอ้อนวอนร้องขอเอา การตั้งใจอย่างแน่วแน่ในการสวดมนต์ จนกระทั่งจิตตั้งมั่นเฉียดเข้าใกล้ฌาน การเอารูป-อรูปที่ปราศจากกามมาภาวนาจนกระทั่งเป็นรูปฌาน-อรูปฌาน ซึ่งสูงสุดที่ได้ก็เพียงแค่นั้น การทรมานตนให้รับความลำบาก สูงสุดก็ได้ตะบะจากการทรมานนั้น ไม่อาจหลุดพ้นหรือกระทำที่สุดแห่งกองทุกข์ได้เลย

ส่วนสมาธิที่พระพุทธองค์ทรงค้นพบนั้น เป็นสมาธิที่เกิดจากการปล่อยวางอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดออกไปจากจิตจนหมด กระทั่งจิตมีสติสงบตั้งมั่น มีปัญญาไม่หวั่นไหวต่ออารมณ์ความรู้สึกนึกคิดทั้งหลาย ทั้งภายในและภายนอกในจิตของตน จิตย่อมบริสุทธิ์หมดจดจากเครื่องเศร้าหมองทั้งหลายได้ ด้วยประการ ฉะนี้แล เอวัง.

พระภัทรสิทธิ์ อภินันโท
เทศนาธรรมวันพระ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๖๔

Tagged with: ,
Posted in ธรรมะ
เนื้อหาแนะนำ
🌷 การรู้จักจิตผิดๆ ทำให้การศึกษาพระพุทธศาสนาผิดตลอดแนว
🌷 จิตไม่ใช่วิญญาณ (1)
🌷 จิตไม่ใช่วิญญาณ (2)
🌷 จิตไม่ใช่วิญญาณ (3)
🌷 จิตไม่ใช่วิญญาณ (4)
🌷 จิตนั้นไม่ใช่วิญญาณ (ขันธ์) แน่ๆ
🌷 จิตไม่ใช่กองทุกข์
🌷 เอกจรํ จิตดวงเดียวเที่ยวไป
🌷 จิตประภัสสรผ่องใส
🌷 จิตสงบตั้งมั่นไม่หวั่นไหว จึงจักพ้นทุกข์
🍀 สัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ
🍀 สัมมาวายามะ ความเพียรชอบ
🍀 สัมมาสติ การระลึกชอบ
🍀 สัมมาสมาธิ จิตตั้งมั่นชอบ
🌹 อานาปานสติ
🌹 สติปัฏฐาน ๔ การปฏิบัติเพื่อเข้าถึงอธิจิต
🌹 การปฏิบัติธรรมแบบลัดสั้น ไม่มีอยู่จริง
🌹 พระสัทธรรมกำลังเลือนหายไป
🌹 พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จะยังคงอยู่กับเราตลอดไป
🌹 กรรมฐานในอริยมรรค ไม่ใช่หินทับหญ้า
🌺 ปัจฉิมโอวาท จงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด
🌺 ศีลรักษาเรา หรือ เรารักษาศีล
🌺 ศีล ธรรมอันงามในเบื้องต้น
🌺 สมาธิ ธรรมอันงามในท่ามกลาง
🌺 ปัญญา ธรรมอันงามในที่สุด
🌺 ปัญญาที่แฝงด้วยสัญญา
🌺 สมาธิ ไม่ได้มีในธรรมชาติ
🌺 จงยังสมาธิให้เกิดขึ้นเถิด
🌺 อริยมรรคมีองค์ ๘ คือ ทางไปสู่อมตะ
🌺 นิวรณ์ ๕ เครื่องกั้นจิตไม่ให้บรรลุความดี
🌹 เดินตามรอยพระบาท (โอวาท) ในวันวิสาขบูชา